เรามี 12 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ถ่ายทอดสดเมกกะ


ถ่ายทอดสดเมกกะ:มะดีนะห์

(live makkah:madinah)


PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Ahmad muktard   
วันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2013 เวลา 06:01 น.

การให้เกียรติผู้รู้



อิสลามนั้นเป็นศาสนาแห่งการเรียนรู้ และสนับสนุนในเรื่องของการศึกษา เป็นที่ทราบกันดีว่าโองการแรกในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ที่ถูกประทานลง มาบนพื้นโลกนั้นคือโองการที่กล่าวว่า

จงอ่าน”

ทั้งนี้ก็ด้วยเพราะ การศึกษานั้นสามารถยกระดับฐานะของบุคคลและสังคม ดังนั้น

“ความรู้”จึงเป็นข้อแตกต่างระหว่างบุคคลธรรมดากับบุคคลที่มีเกียรติ เป็นความแตกต่างระหว่างสังคมทั่วไปกับสังคมที่ได้รับความยำเกรง ดังนั้นพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จึงได้สั่งใช้ให้มุสลิมแสวงหา และหวังการเพิ่มพูนความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักผู้สร้าง อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “พึงทราบเถิดว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮ์เท่านั้น” “และจงกล่าวเถิดว่า ผู้อภิบาลแห่งข้าพระองค์โปรดทรงเพิ่มพูน ความรู้ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ฐานะของผู้รู้ ความรู้นั้นเป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ทรงประทานให้กับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ โดยพระองค์ได้นับเอาความรู้เป็นหนึ่งในความโปรดปรานที่พระองค์ได้ทรงประทานให้แก่ท่านนบีมุฮำหมัดศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

พระองค์ตรัสว่า“และทรงสอนเจ้าในสิ่งที่เจ้าไม่เคยรู้มาก่อน และความโปรดปรานของอัลลอฮ์ต่อเจ้านั้นมหาศาลนัก” ด้วยเพราะความประเสริฐของความรู้นั้นทำให้ผู้ที่ได้ครอบครองมันได้รับการยกย่องให้เกียรติ ทั้งจากอัลลอฮ์ มนุษย์ รวมถึงสิ่งถูกสร้างทั้งมวล ดังนั้นบรรดาชาวสลัฟอัซซอและห์จึงให้ความสำคัญในการแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ พวกท่านต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน ต้องพบกับความยากลำบากในการแสวงหาความรู้

กระทั่งเป็นที่ทราบกันในยุคสมัยนั้นว่าผู้ที่มีความรู้นั้นก็คือผู้ที่เดินทางมากนั่นเอง จนกระทั่งหลายๆท่านเดินทางออกจากบ้านเกิดแต่ไม่ได้กลับมาอีกเลยกระทั่งเสียชีวิต ท่านศอฮาบะฮ์ อบู อัยยูบ อัลอันซอรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เคยเดินทางออกจากนครอัลมะดีนะฮ์มุ่งหน้าสู่อียิปต์เพื่อไปหาท่านอุกบะฮ์ อิบนุ อามิร เพื่อถามท่านถึงหะดีษๆหนึ่งที่ท่านอุกบะฮ์เคยได้ยินจากท่านรอซูลเมื่อถามเสร็จท่านก็เดินทางกลับ ท่านญาบิรก็เคยเดินทางไปดิมัชก์เพื่อถามถึงหะดีษๆหนึ่งของท่านรอซูลจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุนัยซ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านตาบิอีนอาวุโสสะอีด อิบนุล มุซัยยิบ


กล่าวว่า “บางครั้งฉันต้องเดินทางหลายวันหลายคืนเพื่อหะดีษๆเดียว” ดังกล่าวก็เพราะว่าความรู้สำหรับพวกท่านนั้นมีค่าเหนือสิ่งอื่นใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับทราบคำพูดของท่านรอซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ด้วยแล้วย่อมทำให้พวกท่านเสียสละเวลาและทรัพย์สินเพื่อยอมแลกมา แม้ว่าจะเป็นเพียงหะดีษบทเดียวก็ตามที ซึ่งการเดินทางในลักษณะนี้นั้นมากเสียจนท่านอิมาม อัลคอฏีบ อัลบัฆดาดีย์ ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง โดยได้รวบรวมการเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้เอาไว้มากมายซึ่งมีชื่อว่า “อัรเรียห์ละฮ์ ฟี ฏอลาบิลหะดีษ” หรือ “การเดินทางเพื่อแสวงหาหะดีษ” ด้วยความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากเยี่ยงนี้เองจึงทำให้ผู้ที่มีความรู้นั้นเป็นผู้ที่ประหนึ่งมีสิ่งล้ำค่าอยู่ในครอบครอง ไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สินหรือแก้วแหวนเงินทองที่ผู้คนรอบข้างพวกเขาต่างอิจฉา

ดังที่ท่านรอซูลได้กล่าวว่า “ไม่มีการอิจฉาเว้นแต่กับคน 2 คนเท่านั้น คือ คนที่อัลลอฮ์ทรงประทานทรัพย์ให้เขา แล้วเขาก็ใช้มันหมดไปในเรื่องของสัจธรรม และอีกคนที่อัลลอฮ์ได้ประทานปัญญา(ความรู้)ให้กับเขา แล้วเขาได้ใช้มันและสอนมัน(กับผู้อื่น)” ด้วยความรู้ที่ผู้รู้มีนั้นพระองค์ทรงยกฐานะเขา และนำการยืนยันของผู้รู้นั้นมาเป็นรองการยืนยันของอัลลอฮ์ และบรรดามลาอิกะฮ์

อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

พระองค์อัลลอฮ์ทรงเทิดเกียรติผู้ที่ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้มีความรู้หลายขั้น” อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดแล้วนอกจากพระองค์ บรรดามลาอิกะฮ์ และบรรดาผู้มีความรู้(ก็ต่างยืนยันดังกล่าวเช่นกัน)”

“จงกล่าวเถิดว่า ผู้ที่มีความรู้กับผู้ที่ไม่มีความรู้นั้นเท่าเทียมกันกระนั้นหรือ” นอกจากนี้ท่านรอซูลยังได้นับบรรดาผู้รู้นั้นคือผู้สืบมรดกของบรรดานบี และมีความประเสริฐเหนือบุคคลไหนๆ

ท่านกล่าวว่า “บรรดาอุลามาอ์นั้นคือผู้สืบทอดของบรรดานบี แท้จริงบรรดานบีไม่ได้ทิ้งเงินทองเอาไว้ ทว่าพวกท่านได้ทิ้งไว้ซึ่งความรู้ ดังนั้นผู้ใดที่ได้มันไปเขาผู้นั้นได้รับความดีอันมากมายไปแล้ว” ยังมีรายงานมาจากท่านอีกว่า “ความประเสริฐของผู้มีความรู้เหนือคนทำอิบาดะฮ์นั้น เปรียบเสมือนความประเสริฐของฉันเหนือพวกท่าน แท้จริงอัลลอฮ์ บรรดามลาอิกะฮ์ ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน แม้กระทั่งมดที่อยู่ในรูหรือปลานั้นต่างสดุดีต่อผู้ที่สอนความดีแก่ผู้คน” การให้เกียรติผู้รู้ ดังที่ได้ทราบมาแล้วว่าอิสลามให้ความสำคัญกับความรู้และผู้รู้มากมายเพียงใด แน่นอนว่าอิสลามย่อมสอนให้มุสลิมเห็นคุณค่าของความรู้ โดยการส่งเสริมให้เข้าสู่กระบวนการของการเรียนรู้ และสอนให้ทราบซึ้งถึงความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากของการได้มาซึ่งวิชาความรู้ ดังนั้นจึงได้กำหนดให้มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องให้เกียรติกับผู้ที่มีวิชาความรู้ อัตติรมิซีย์ อบูดาวูด และอะห์หมัด บันทึกรายงานโดยสายสืบของพวกท่านว่า

ท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ไม่ใช่พวกของเรา ผู้ที่ไม่เมตตาผู้น้อยและไม่รู้จักเกียรติของผู้ใหญ่” ซึ่งหมายความว่าผู้มีความรู้นั้นแม้อายุยังน้อยนั้นก็อยู่ในฐานะของผู้ใหญ่ในทรรศนะอิสลามเช่นกัน อันเนื่องจากความรู้ของเขาสามารถยกฐานะเขาได้นั่นเอง อันสอดคล้องกับคำอธิบายคำว่า ซึ่งมีอธิบายไว้ในเอานุมะอ์บูดว่า ส่วนในความหมายของคำว่า มีกล่าวในตัวห์ฟะตุลอะห์วะซีย์ว่า “หมายถึงไม่รู้จักเกียรติของผู้ใหญ่ในด้านอายุหรือความรู้” “กะบีร” ในหะดีษดังกล่าวในตัวห์ฟะฮ์ว่า “คำดังกล่าวครอบคลุมทั้งคนหนุ่มและผู้มีอายุ” โดยอีกกระแสของหะดีษนี้ใช้คำว่า “และไม่รู้จักสิทธิของผู้ใหญ่ของพวกเรา”“ หมายถึง สิ่งที่เขาสมควรได้รับการปฏิบัติในเรื่องของการให้ความสำคัญและการให้เกียรติ”“ไม่ใช่พวกของเรา” นั้นท่านอธิบายว่า “หมายถึงไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในแนวทางของเรา หรือไม่ใช่ผู้มีเกียรติในหมู่พวกเรา ซึ่งเป็นคำที่บ่งถึงความหมายในลักษณะของการไม่ยุ่งเกี่ยวกัน” ท่านอิมาม อัตติรมิซีย์ กล่าวเกี่ยวกับประโยคนี้ว่า “ผู้มีความรู้บางท่านได้อธิบายว่า ความหมายคำของท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า “ไม่ใช่พวกของเรา” นั้น คือ ไม่ใช่ซุนนะฮ์ของเรา ไม่ใช่จรรยามรรยาทของพวกเรา โดยท่านอลี อิบนุล มะดีนีย์ กล่าวว่า ท่านยะห์ยา อิบนุ สะอีด กล่าวว่า ท่านซุฟยาน อัษเษารีย์ ไม่เห็นด้วยกับคำ อธิบายนี้ของคำว่า “ไม่ใช่พวกของเรา” ท่านอธิบายคำดังกล่าวว่า “ไม่ได้อยู่ในศาสนาของเรา”

อัลมุบารอกฟูรีย์ อธิบายคำว่า “ไม่ใช่พวกของเรา” อย่างละเอียดขึ้นโดยกล่าวว่า “ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นการขับออกจากศาสนา แต่สิ่งที่ได้จากการกล่าวคำๆนี้ก็คือ การแสดงออกอย่างมากถึงการกำหราบไม่ให้พลั้งไปทำสิ่งนั้น เสมือนพ่อพูดกับลูกว่า ฉันไม่เกี่ยวกับเธอ และเธอก็ไม่เกี่ยวกับฉัน ซึ่งหมายถึงว่าเธอไม่ได้ปฏิบัติตัวตามฉันนั่นเอง อีกทรรศนะหนึ่งกล่าวว่า ความหมายคำนี้คือ ไม่ได้อยู่ในศาสนาอย่างสมบูรณ์แบบ คือ ออกนอกหลักการบางอย่างของศาสนา แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วจะยังอยู่ในศาสนา..อัลฮาฟิซกล่าวว่า มีรายงานจากท่านซุฟยานว่าท่านไม่ชอบที่จะต้อง มาตีความประโยคนี้กัน ท่านกล่าวว่า สมควรจะต้องละเอาไว้เพื่อให้เตือนใจและมีความหมายห้ามมากที่สุด” ดังนั้นสลัฟส่วนหนึ่งจึงไม่ตีความคำว่า ไม่ใช่พวกของเรา เนื่องจากถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำที่หนักหน่วงในการห้ามเรื่องหนึ่งเรื่องใด และสนับสนุนให้หลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นเอง ท่านรอซูลกล่าวอีกว่า “แท้จริงหนึ่งในการเทิดทูนอัลลอฮ์นั้นก็คือการให้เกียรติกับมุสลิมที่สูงอายุ และผู้ที่ท่องจำ(มีความรู้ใน)อัลกุรอาน (ซึ่งเป็นผู้ที่)ไม่เลยเถิดหรือกระด้างกระเดื่องกับอัลกุรอาน และให้เกียรติกับผู้มีอำนาจที่มีความยุติธรรม”

ท่านฏอวูสกล่าวว่า “ส่วนหนึ่งในซุนนะฮ์ก็คือการให้เกียรติผู้รู้” อัลเอาซาอีย์กล่าวว่า “(ผู้ที่จะนับเป็น)ผู้คนจริงๆนั้นก็คือบรรดาผู้รู้ ส่วนอื่นจากนั้นเทียบไม่ได้กับสิ่งใดเลย” ท่านซุฟยาน อัษเษารีย์กล่าวว่า “ถ้าหากว่ามีผู้รู้คนหนึ่งอยู่บนภูเขาแน่นอนว่าเขานั่นแหละคือ “อัลญะมาอะฮ์” ลักษณะการให้เกียรติกับผู้รู้ของชาวสลัฟ ชาวสลัฟนั้นเป็นชนที่ได้รับการรับรองในความดีและความประเสริฐจากท่านรอซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในหะดีษต่างๆ พวกท่านถือเป็นแบบอย่างสำหรับมวลหมู่มุสลิมในทุกๆเรื่อง เมื่อเราหันมาดูชาวสลัฟแล้วเราจะเห็นว่าพวกท่านให้ความสำคัญกับความรู้ในศาสนาของอัลลอฮ์อย่างยิ่ง และยังให้เกียรติกับผู้รู้ในหลายลักษณะซึ่งล้วนแต่เป็นภาพนี่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ดังเช่นที่ท่านอิบนุ อุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา นั้นเคยจับเชือกผูกพาหนะเพื่อให้ท่านมุญาฮิดซึ่งเป็นตาบิอีนที่อาวุโสน้อยกว่าท่านได้ขี่อย่างสะดวกซึ่งที่ท่านทำเช่นนั้นก็เพราะ ท่านมุญาฮิดนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ และเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นจากท่านอิบนุ อับบาสกับท่านซัยด์ อิบนุ ซาบิต โดยท่านซัยด์ได้กล่าวกับท่านอิบนุ อับบาส ว่าไม่ต้องหรอกท่านหลานของท่านรอซูล

ท่านอิบนุ อับบาส จึงกล่าวว่า “แบบนี้แหละที่ต้องทำให้กับบรรดาผู้รู้ และผู้ใหญ่ทั้งหลาย” ครั้งหนึ่งท่านอิมาม อะห์หมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้นั่งเอนพิงกำแพงอยู่ แล้วมีการกล่าวชื่อของท่าน อิบรอฮีม อิบนุ ฏอฮ์มาน ขึ้น เมื่อได้ยินดังนั้นท่านอิมามอะห์หมัดได้ลุกขึ้นนั่งตรงๆแล้วกล่าวว่า “เราไม่ควรกล่าวถึงคนซอและห์ตอนกำลังเอกเขนกอย ู่”

ท่านอิมาม อัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า “ไม่มีใครศึกษาหาความรู้โดยอำนาจหรือเหลิงในตัวเองแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่จะต้องเป็นคนที่ศึกษาในสภาพที่ถ่อมตน แร้นแค้น และรับใช้ผู้มีความรู้จึงจะได้รับความสำเร็จ” ท่านยังกล่าวไว้อีกว่า “ฉันเคยพลิกกระดาษตอนที่อยู่กับมาลิก(อิมาม)อย่างแผ่วเบาเพราะกลัวท่าน ท่านจะได้ไม่ยินเสียงมัน(ไม่รำคาญ)”

อัรรอเบียอ์ อิบนุ สุไลมาน กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าฉันไม่กล้าที่จะดื่มน้ำตอนที่ท่านอัชชาฟิอีย์กำลังมองอยู่ เนื่องจากยำเกรงท่าน” ฮัมดาน อิบนุล อัศฟะฮานีย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านชะรีกได้กล่าวว่า “ฉันเคยอยู่กับท่านชะรีก แล้วก็มีลูกของอัลมะฮ์ดีย์เข้ามาแล้วพิงที่กำแพงแล้วถามท่านถึงหะดีษๆหนึ่ง ท่านชะรีกไม่หันไปมองเขา ท่านหันมาทางเรา แล้วเขาก็ทำอย่างเดิมอีกซึ่งท่านก็ปฏิบัติเช่นเดิม เขาจึงพูดขึ้นว่า “ท่านจะไม่ใยดีกับลูกของคอลีฟะฮ์เลยใช่มั้ย” ท่านตอบว่า เปล่า แต่ทว่าความรู้ ณ ที่อัลลอฮ์นั้นสูงส่งเกินว่าฉันจะวางลงได้ แล้วเขา(ลูกคอลีฟะฮ์)จึงคลานเข่าเข้ามาหาท่าน ท่านชะรีกจึงกล่าวว่า เช่นนี้แหละที่ความรู้จะต้องถูกแสวงหา” ครั้งหนึ่งท่านวะเกียอ์ได้ยืนขึ้นให้เกียรติแก่ท่านซุฟยาน ท่านซุฟยานไม่เห็นด้วยที่ท่านวะเกียอ์ยืนให้แก่ท่าน ท่านวะเกียอ์จึงกล่าวว่า “ท่านคัดค้านที่ฉันยืนให้กับท่านทั้งที่ท่านเคยเล่าหะดีษให้ฉันฟังว่าท่านรอซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงหนึ่งในการเทิดทูนอัลลอฮ์ก็คือ การให้เกียรติกับมุสลิมผู้มีอายุ กระนั้นหรือ ได้ฟังดังนั้นท่านซุฟยานจึงจับมือท่านแล้วให้ท่านมานั่งร่วมกันข้างๆ”

ท่านสะอีด อิบนุ ญุเบร ได้เล่าว่า “ท่านอิบนุ อับบาสนั้นเคยเล่าหะดีษให้กับฉันฟัง ถ้าหากว่าท่านอนุญาตให้ฉันจูบฉันจะจูบที่ศีรษะของท่าน” มีรายงานจากท่านอบู สะอีด อัลคุดรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “พวกเราเคยนั่งอยู่ในมัสญิด แล้วท่านรอซูลก็ออกมาแล้วมานั่งร่วมกับเรา (ตอนนั้น)เหมือนกับว่าบนหัวของเรามีนกเกาะอยู่ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย” อับดุรรอห์มาน อิบนุ หัรมะละฮ์ อัลอัสละมีย์ กล่าวว่า “ไม่มีใครกล้าที่จะถามอะไรท่านสะอีด อิบนุล มุซัยยิบเลยจนกว่าจะมีการขออนุญาตเหมือนกับที่ผู้นำจะต้องได้รับการขออนุญาตเสียก่อน” มารยาทอันพึงมีต่อผู้รู้ บรรดานักวิชาการได้พูดถึงมรรยาทที่มุสลิมควรจะปฏิบัติกับผู้รู้ไว้มากมาย ซึ่งจะได้ยกมาพอสังเขปดังนี้

1. มารยาทในการพูดจากับผู้รู้ ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ พูดมีหางเสียง และขานรับทุกครั้งที่ท่านเรียก ต้องไม่เรียกชื่อท่านเดี่ยวๆ หากแต่ต้องมีคำว่า ท่าน อิมาม อาจารย ์ ครู ฯลฯ ตามความเหมาะสม

2. ต้องสรรเสริญชมเชยพวกท่าน อัซซุยูฏีย์ กล่าวไว้ว่า เป็นการดีที่จะสรรเสริญครูบาอาจารย์ของเขาตามแต่ความเหมาะสมดังเช่นที่บรรดาสลัฟเคยกระทำ เช่น ท่านอบู มุสลิม อัลคอวะลานีย์ได้กล่าวว่า ผู้ที่เป็นที่รัก และเป็นผู้ซื่อสัตย์ท่านเอาฟ์ อิบนุ มุสลิม ได้เล่ากับเราว่า... หรือคำของมัสรูกที่ว่า ท่านผู้สัจจริง(ท่านหญิงอาอิชะฮ์) บุตรีของผู้สัจจริง(ท่านอบูบักร) ผู้เป็นที่รักของผู้เป็นที่รักของอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งได้รับการพูดถึงความบริสุทธิ์ได้เล่าให้ฉันฟังว่า...

3. ต้องนอบน้อมถ่อมตนกับพวกท่านดังเช่นที่ชาวสลัฟเคยกระทำไว้เป็นแบบอย่าง

4. ต้องเชื่อฟังพวกท่าน ทำตามที่พวกท่านปรารถนา และปรึกษาหารือกับพวกท่านในเรื่องต่างๆ

5. เมื่อเข้าไปในมัจลิซของท่านให้ๆสลามกับทุกคนโดยรวม และเจาะจงให้สลามกับท่าน โดยเฉพาะหลังจากนั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ท่าน มีรายงานถึงท่านอลีว่าท่านกล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของสิทธิที่ผู้รู้ต้องได้รับจากท่านคือ ท่านต้องให้สลามกับผู้คนโดยรวม แล้วก็เจาะจงท่านในการทักทายโดยเฉพาะ...”

6. ต้องสร้างความพอใจให้กับพวกท่าน แม้ว่าจะค้านกับความคิดของตนเองก็ตาม เพราะการให้เกียรตินั้นคือที่ความรู้ของพวกท่าน ดังนั้นจึงไม่ควรจับผิดพวกท่าน

7. ต้องไม่นินทาว่าร้ายพวกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโกหกใส่พวกท่าน และสมควรจะปกปิดสิ่งที่พวกท่านพลั้งพลาดไป และไม่เปิดเผยสิ่งที่พวกท่านไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ หากมีใครนินทาว่าร้ายพวกท่านให้ตอบโต้ข้อกล่าวหาหรือข้อนินทาต่างๆนั้น หากทำไม่ได้ให้ผละออกจากกลุ่มตรงนั้นเสีย

8. ต้องขออนุญาตพวกท่านในทุกๆเรื่อง เพื่อสร้างความพอใจให้พวกท่าน

9. ไม่ตั้งฉายาต่างๆนานาให้กับพวกท่าน ไม่เรียกชื่อที่พวกท่านไม่ชอบให้เรียก

10. คิดในแง่ดีกับพวกท่านเสมอ

11. สมควรแต่งตัวให้ดี และมีมารยาทเมื่อจะเข้าหาท่าน ดังเช่นที่ท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม มาในรูปที่สะอาดสง่างามเมื่อครั้งเข้าพบท่านรอซูลท่ามกลางหมู่ศอฮาบะฮ์เพื่อถามท่านเกี่ยวกับอิสลาม อีมาน และเอียห์ซาน

12. มีความสงบเสงี่ยมเมื่อเข้าใกล้ท่าน ดังเช่นที่บรรดาศอฮาบะฮ์อยู่ต่อหน้าท่านรอซูลโดยพวกท่านกล่าวว่า “เหมือนกับว่าบนหัวของเรานั้นมีนกเกาะอยู่”

13. รับใช้พวกท่านเท่าที่จะสามารถ ฯลฯ นี่เป็นเพียงตัวอย่างมารยาทเล็กๆน้อยๆที่เราพึงมีต่อผู้รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รู้ที่เป็นอาจารย์ของเรา ซึ่งผู้รู้นั้นอาจมองได้ 2 ประเภทก็คือ ผู้รู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมทั่วไปแต่เราไม่เคยพบ กับผู้รู้ที่เป็นอาจารย์ประสิทประสาทวิชาให้แก่เรา ซึ่งประเภทแรกนั้นวาญิบต้องให้เกียรติเพราะความรู้ที่ท่านมี ส่วนประเภทที่สองนั้นต้องให้เกียรติเนื่องจากความรู้

(1)ประกอบกับบุญคุณที่ให้ความรู้แก่เราด้วย

(2) โทษของผู้ที่ไม่ให้เกียรติกับผู้รู้ อัลลอฮ์ตรัสว่า “จงลดปีกของเจ้าลง(นอบน้อม)กับบรรดาผู้ศรัทธา” การนอบน้อนนั้นถือเป็นคุณสมบัติของผู้ศรัทธาที่พึงมีต่อผู้ศรัทธาด้วยกัน แล้วจะว่าอย่างไรเล่ากับผู้ที่มีฐานะอยู่ในแถวหน้าของผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮ์ตรัสว่า “และผู้ที่กล่าวร้ายแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิงในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยกระทำนั้น แน่นอนเขาได้แบกความเท็จและบาปอันชัดแจ้งไว้แล้ว”

และมีรายงานที่ศอเฮียฮ์ในอัลบุคอรีย์โดยท่านรอซูล กล่าวว่า “ผู้ใดกล่าวร้ายวะลีย์ของข้าข้าได้ประกาศสงครามกับเขาแล้ว” ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮ์กล่าวว่า “หากบรรดาผู้รู้ฟิกฮ์ทั้งหลายไม่ใช่วะลีย์ของอัลลอฮ์แล้ว คงไม่มีใครเป็นวะลีย์ของอัลลอฮ์”

อิมามอัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า

“(วะลีย์นั้นหมายถึง)บรรดาอุลามาอ์ฟิกฮ์ผู้ปฏิบัติเค่รงครัด” ท่านอิมาม อัลฮาฟิซ อบุล กอซิม อิบนุ อะซากิร กล่าวไว้ว่า “พึงทราบเถิดพี่น้อง ขออัลลอฮ์ทรงให้ฉันและท่านได้ประสบกับความเมตตาของพระองค์ และโปรดทรงทำให้เราเป็นผู้ที่เกรงกลัวพระองค์อย่างแท้จริง (พึงทราบเถิดว่า)แท้จริงเนื้อของบรรดาผู้รู้นั้นถูกอาบด้วยพิษ และเรื่องที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ฉีกหน้ากากของพวกที่ชอบโจมตีพวกท่านนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว และใครก็แล้วแต่ที่กระดิกลิ้นเพื่อจะโจมตีพวกท่านพระองค์จะทรงลงโทษเขาด้วยการ ให้หัวใจของเขาตายก่อนที่ความตายของเขาจะมาถึง

“ดังนั้นจงระวังผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา(ท่านนบี)ที่จะมีความวุ่นวายมาประสบกับพวกเขา หรือมีการลงโทษอันเจ็บปวดมาประสบกับพวกเขา” ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมที่ต้องให้เกียรติผู้ที่มีความรู้ โดยไม่ก้าวล่วงในเกียรติของท่าน คิดดีในการกระทำและคำพูดของพวกท่าน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้ที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีความอคติต่อผู้ที่อยู่ในกลุ่มตรงข้าม ใช้คำพูดที่ไม่ให้เกียรติกับผู้รู้ที่ตนไม่เห็นด้วยหรือผู้รู้ที่ได้ชื่อว่าอยู่คนละฟากกับกลุ่มตนด้วยการจาบจ้วง นินทา นำเรื่องส่วนตัวมาประจาน เรียกชื่อตั้งฉายาเป็นที่ครึ้นเครงและขำขัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักจริยธรรมของอิสลามโดยรวม และขัดต่อหลักมรรยาทอันพึงมีต่อผู้รู้โดยเฉพาะ ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะกลับไปดูประวัติของบรรดาสลัฟที่เป็นศอฮาบะฮ์ และตาบิอีนที่เป็นที่ยอมรับในความประเสริฐและบุญคุณของท่านเหล่านั้น เพื่อรับเอาแบบอย่างที่ดีงาม และเป็นประชาชาติที่เป็นแบบอย่างแก่ประชาชาติทั้งมวล

ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า “พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่ดีที่สุดที่ถูกให้กำเนิดขึ้นมาเพื่อมนุษยชาติ”

โดย อัล-อัสวาร


แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2013 เวลา 14:48 น.
 


นายอรุณ อุมาจิ

ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสตูล

ฟังอัล-กุรอ่าน

Search in the Hadith
Search:
in
Download | Free Code
www.SearchTruth.com


Listen Quran Online



เวลาละหมาดจังหวัดสตูล




                                                                                                                                                                     



ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Valid XHTML and CSS.