หยุดคิดสักนิด

ก่อนสร้างมัสยิดหลังใหม่

ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ

بسم الله الرّحمن الرّ حيم

الحمد الله ربّ العالمين والعاقبة للمتقين ولا عدوان إلّا على الظالمين وصلى الله على نبيّنا محمّد وعلى آله وأصحابه أجمعين  وبعد

 

          ปัจจุบันความตื่นตัวที่จะสร้างมัสยิดในหมู่มุสลิมถือว่าค่อนข้างสูง สังเกตได้จากการยื่นขอจดทะเบียนมัสยิดกับมางคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเฉพาะในจังหวัดสงขลามีอยู่ถึง 2-3 แห่ง ในแต่ละเดือน

                หลายคนอาจรู้สึกว่า ความตื่นตัวดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งถ้าไม่คิดอะไรมากเอาแต่จำนวนมัสยิดมากเข้าว่าก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ความเป็นจริงการยื่นขอจดทะเบียนมัสยิดในหลายที่หลายแห่งกลับสะท้อนความเปราะบางอย่างยิ่งของชุมชนมุสลิมออกมา ซึ่งในกรณีนี้ แทนที่มัสยิดจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของมุสลิม ก็กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความแตกแยก และอิบาดะฮฺที่ทำกันในมัสยิดนั้น ก็ถูกนำมาใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ความโกรธแค้นชิงชังของคนบางกลุ่ม แทนที่จะเป็นสายเชือกร้อยรัดมวลมุสลิมให้เป็นเอกภาพ ดังเจตนารมณ์ที่อิบาดะฮฺถูกบัญญัตขึ้น

1.เจตนารมณ์แห่งมัสยิด

เมื่อครั้งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) เดินทางถึงมดีนะฮฺหลังการรอนแรมในทะเลทรายนานนับเดือนงานสร้างเชิงวัตถุชิ้นแรกที่ท่านลงมือทำคือสร้างมัสยิด ซึ่งมีนัยยะทางสังคมลึกซึ้งมากกว่าการใช้มัสยิดเป็นเพียงสถานที่ละหมาดอย่างในปัจจุบัน

เป็นความจริงที่กิจกรรมสำคัญสูงสุดของมัสยิดคือ การละหมาด แต่สิ่งที่ผู้คิดก่อสร้างมัสยิดทุกคนต้องตระหนัก คือ การละหมาดเป็นปัจจัยหลักที่นำสู่การรวมตัวของมวลหมู่มุสลิม เป็นการรวมตัวที่นำไปสู่การสร้างคนที่มีระเบียบวินัย ความสนิทสนมรักใคร่ และการช่วยเหลือ เกื้อกูลระหว่างกันและกัน ซึ่งทั้งหมดนี่เกิดขึ้นบนฐานความคิดและจิตใจที่ฝักใฝ่และภักดีต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงนั่นเอง

การรวมตัวในรูปแบบดังกล่าว เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสังคมที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเช่น สังคมมดีนะฮฺขณะนั้น ที่เป็นฮิกมะห์สำคัญของบัญญัติให้มุสลิมละหมาดญะมาอะฮฺ ซึ่งแม้ผู้ละหมาดจะวางเป้าหมายในการปฏิบัติไว้ที่การสร้างความพอพระทัยต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก แต่ก็ควรตระหนักว่าความพอพระทัยแห่งอัลลอฮฺนั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการเน้นหนักข้อบัญญัติหนึ่ง  แล้วละเลยหรือฝ่าฝืนข้อบัญญัติอื่นๆของพระองค์ เพราะการกระทำเช่นนั้น คือการแยกส่วนความศรัทธาอันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ดังประจักษ์ได้จากพระราชดำรัสแห่งอัลลอฮฺในซูรอฮฺอัลบากอรอฮฺ  อายะฮฺที่85

 

ความว่า : ภายหลังพวกเจ้าก็ต่างฆ่ากันเองและยังขับไล่คนกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้านของพวกเขา โดยที่พวกเจ้าต่างรวมหัวเอาชนะพวกเขาโดยวิธีการอันเป็นบาป และสร้างความอริศัตรูกัน ครั้นถ้าฝ่ายที่พ่ายแพ้มาหาพวกเจ้าในฐานะเชลย พวกเจ้าก็เรียกร้องค่าไถ่ตัวพวกเขา ทั้งๆ ที่การขับไล่พวกเขาออกไปนั้น เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จะศรัทธาแต่เพียงบางส่วนของคัมภีร์และปฏิเสธอีกบางส่วนกระนั้นหรือ?  สิ่งตอบแทนแก่ผู้กระทำเช่นนั้นมิใช่อะไรอื่นนอกจากความอัปยศอดสูในชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ส่วนในวันกิยามะฮ์ พวกเขาจะถูกนำกลับไปสู่การลงโทษอันฉกรรจ์ยิ่ง และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงเผลอไผลในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกันอยู่

ด้วยเหตุนี้ การละหมาดเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดว่าผู้ปฏิบัติเป็นคนดีอย่างแท้จริง แต่คนดีต้องประกอบด้วยคุณสมบัติและการกระทำอื่นๆ อีกมาก การละหมาดมีบทบาทเสมอเพียงการวางพื้นฐานแห่งความดีเหล่านั้น ดุจดังเสาของบ้านนั่นเองดังความปรากฏในซูรอฮฺอัลบากอรอฮฺ อายะห์ที่ 177

ความว่า: “ใช่ว่าความดีจะอยู่ที่พวกเจ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือตะวันตกก็หาไม่ หากแต่ความดีที่แท้คือการเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และศรัทธาต่อวันสิ้นโลก ต่อมลาอิกะฮฺ ต่อคัมภีร์ และต่อบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย อีกทั้งเป็นผู้หยิบยื่นทรัพย์สินอันเป็นสิ่งที่ตนรักแก่ญาติๆ เด็กกำพร้า คนยากจน คนเดินทาง ผู้ที่ร้องขอและให้ความช่วยเหลือในภาคส่วนของการปลดปล่อยทาสเป็นไท เป็นผู้ที่ดำรงละหมาด จ่ายซะกาต เมื่อให้สัญญาไว้ประการใดแล้วก็รักษาคำมั่นสัญญา  เป็นผู้ที่อดทนในยามทุกข์ยาก อันตราย และในยามเกิดภัยพิบัติคนเหล่านี้คือผู้มีความสัจจริง และคนเหล่านี้คือผู้มีความยำเกรง”

โดยนัยแห่งอายะฮฺนี้ การสร้างมัสยิดจึงต้องไม่คิดเพียงใช้เป็นสถานที่ละหมาด แต่มัสยิดต้องเป็นฐานหลักของการสร้างสรรค์ความดีอย่างเป็นองค์รวมแก่สังคม ซึ่งเมื่อมองไปยังการสร้างมัสยิดของบรมศาสดาจะพบว่าการสร้างมัสยิดในสมัยของท่าน นอกเหนือจากการเป็นสถานที่ละหมาดแล้ว ยังเป็นฐานดำเนินภารกิจสำคัญอีก2 ประการ คือ

1.การสร้างภราดรภาพในสังคม

2.การวางระเบียบทางสังคมตามหลักนิติบัญญัติแห่งอัลกุรอาน

ภายหลังการก่อสร้างมัสยิดนะบะวีย์แล้วเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เอกภาพของสังคมและความสงบเรียบร้อยภายใต้หลักกฎหมายที่มีการบังคับใช้อย่างเต็มไปด้วยวิทยปัญญา โดยบรมศาสดาผู้ทรงคุณธรรม

2 มัสยิดที่ย้อนแย้งกับเจตนารมณ์แห่งศาสดา ถือเป็นมัสยิดฏิรอร

เมื่อตระหนักถึงเป้าหมายของการสร้างมัสยิดว่า มุ่งให้เกิดเอกภาพและภราดรในสังคม รวมทั้งต้องการให้มัสยิดเป็นศูนย์กลางในการนำกฎระเบียบแห่งชีวิต ซึ่งถูกตราไว้ในอัลกุรอาน มาเป็นกรอบของการอยู่ร่วมกันแล้ว ก็ควรเข้าใจว่ามัสยิดใดก็ตาม หากสร้างขึ้นแล้วทำให้เอกภาพ - ภารดรภาพในสังคมเสียหาย หรือสร้างขึ้นโดยเจตนาจะล้มล้างกฎระเบียบที่ควบคุมสังคมให้ดำเนินไปตามกรอบอิสลามอยู่ มัสยิดนั้นย่อมถือเป็น “มัสยิดฏิรอร”

มัสยิดฎิรอรปรากฏอยู่ในอัลกุรอานซูรอฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่  107 ดังนี้

 

ความว่า:“อันว่าบรรดาผู้ซึ่งนำมัสยิดมาสร้างภยันตราย ทำให้เกิดสภาวะการปฏิเสธอัลลอฮฺทำให้เกิดสภาวะความแตกแยกในมวลหมู่ผู้ศรัทธา และคอยสอดส่องช่วยเหลือผู้ที่ตั้งตาทำสงครามกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์พวกเขาจะลงทุนสาบถสาบานว่าไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากความดีงาม แต่อัลลอฮฺทรงประจักษ์แจ้งว่าพวกเขามุสา”

อายะฮฺนี้ได้วางหลักเกณฑ์สำหรับชี้ว่ามัสยิดใดเป็นมัสยิดฎิรอรไว้ชัดเจน ได้แก่

2.1 เป็นมัสยิดที่สั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของสังคม

เช่น มัสยิดที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพักพิงซ่องสุมของกลุ่มฝักใฝ่อบายมุข กลุ่มหัวรุนแรง กลุ่มนอกรีต หรือการใช้มัสยิดเป็นฉากบังหน้าของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด เพื่อสร้างภาพว่าตนเอเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ เป็นต้น

ในยุคสมัยที่วัตถุเงินทองเป็นใหญ่เช่นในปัจจุบัน เราอาจพบเห็นมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยกำลังเงินของคนเหล่านี้มากขึ้น มันอาจเป็นมัสยิดที่ใหญ่โต โอ่อ่าโอฬาร กระทั่งสามารถชักจูงใครต่อใครให้หลงติดกับภาพภายนอกที่ดูสวยงามนั้นได้ โดยเฉพาะหากถูกยั่วยวนด้วยตำแหน่งแห่งหนด้วยแล้ว ก็อาจเห็นคนจำนวนมากแห่กันเข้าไปใช้บริการมัสยิดหลังนี้ก็ได้

การยอมรับมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยคนที่เป็นภัยต่อสังคม เช่น คนค้ายาเสพติด เท่ากับยอมรับต่อสถานภาพของบุคคลนั้น และเท่ากับยอมรับความชั่ว โดยไม่ได้คิดต่อต้านขัดขวาง แม้จะยังละหมาดอยู่ แต่ย่อมเป็นละหมาดที่ว่างเปล่าไร้ความหมายใดๆ เพราะผู้กระทำทำไปอย่างย้อนแย้งกับพระประสงค์แห่งอัลลอฮฺที่ทรงระบุว่าละหมาดจะช่วยยับยั้งความชั่วช้าเลวทรามได้ จึงแทนที่บุคคลประเภทนี้จะช่วยยับยั้งความชั่วดังพระราชประสงค์ พวกเขากลับกลายเป็นผู้ส่งเสริมความชั่วโดยอ้อมแทน

2.2 เป็นมัสยิดที่ทำลายกฎระเบียบหรือโครงสร้างของสังคมซึ่งยืนอยู่บนหลักการอิสลาม

การศึกษาอิสลามในประเทศไทยไม่ได้ให้น้ำหนักกับความสำคัญของโครงสร้างสังคมมากนัก จึงไม่สามารถผลิตคนที่เคารพกฎระเบียบออกสู่สังคมได้อย่างพอเพียง ในหมู่ผู้เรียนศาสนามีคนพร้อมทำลายกฎเกณฑ์ของสังคมด้วยการสร้างมัสยิดใหม่ โดยไม่คิดขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเหตุผลสำคัญที่นำสู่การก่อสร้าง คือ ไม่ยอมรับต่อกฎระเบียบที่มีการใช้กันอยู่ในชุมชนของตนเอง

ปัจจุบันชุมชนหลายแห่งใช้กฎหุก่มปากัตเพื่อยับยั้งความชั่วตามหลักการอิสลาม เมื่อกฎระเบียบของหุก่มปากัตถูกใช้กับคนที่มีอิทธิพลในชุมชน คนเหล่านี้ก็จะไม่ยอมรับกฎ และใช้วิธีตั้งมัสยิดหรือบาลาเซาะฮฺแห่งใหม่ เพื่อคัดง้างกับมัสยิดเดิม กลายเป็นมัสยิดแห่งการปฏิเสธกฎเกณฑ์ไป

อัลกรุอานได้กล่าวถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง เกี่ยวกับผู้มีอันจะกินทั้งหลายในสังคม ว่าพวกเขามักจะปฏิเสธข้อเรียกร้องของบรรดารอซู้ลเสมอ เหตุผลสำคัญชองการปฏิเสธคือ คิดว่าตนเองควรได้รับการเทิดไว้เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง เพราะพวกตนถึงพร้อมด้วยทรัพย์สินและบริวาร

                โปรดพิจารณาอายะฮฺที่ 34-35 แห่งซูรอฮฺสะบะอ์ซึ่งปรากฏดังนี้

 

 

34-35 ความว่า “ไม่ว่าเราจะส่งศาสนทูตผู้ตักเตือนไปยังเมืองใด ทุกคนจะเผชิญกับผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ซึ่งจะพากันกล่าวกับศาสนทูตว่า เราขอปฏิเสธสิ่งที่พวกท่านนำมาทุกประการ

                พวกเขากล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินและบริวารมากมาย จึงไม่ถูกลงโทษแน่นอน”

ปัจจุบัน หากพิจารณาให้ดี เราจะพบว่าผู้ที่แยกตนออกจากสังคมไปสร้างมัสยิดใหม่ และกลายเป็นแกนนำของมัสยิดฎิรอร มักเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมทั้งสิ้น เพราะลำพังคนยากจนย่อมไม่มีกำลังที่จะทำเช่นนั้นได้

2.3 เป็นมัสยิดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานในชุมชนมุสลิม

                ปัจจุบันความแตกแยกในสังคมมุสลิมค่อนข้างรุนแรง โดยมีสาเหตุสำคัญ 3 ประการได้แก่

2.3.1 ความแตกแยกอันเกิดจากความเห็นต่างทางศาสนา

                ความแตกแยกจากสาเหตุนี้มักมีผู้รู้เป็นหัวขบวน แต่เป็นผู้รู้ที่ผ่านการศึกษาแบบแยกส่วน จึงทำให้ยึดหลักการอิสลามไม่คำนึงถึงความเป็นองค์รวม หรือมีแต่ซุนนะฮฺแต่ขาดวิญญาณแห่งญะมาอะฮฺไป

                ในธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างนี้ส่วนย่อยของสรรพสิ่งมักมีแขนงแยกย่อยอยู่มากมาย แต่ทั้งหมดล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน ครั้นเมื่อผู้รู้เหล่านี้ยึดส่วนย่อยมาเป็นแกน และละทิ้งแก่นสำคัญไป สิ่งที่เกิดเป็นผลตามมาคือ การปฏิเสธแขนงย่อยอื่นๆ ที่ล้วนมาจากแก่นเดียวกัน และที่สุดก็คือนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม ซึ่งแสดงออกโดยการแยกมัสยิดนั่นเอง

                ข้ออ้างของผู้แยกมัสยิดส่วนใหญ่อยู่ในประเด็นนี้พวกเขาเพ่งมองส่วนย่อยของซุนนะฮฺเป็นการเฉพาะและไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างในส่วนนี้ จนในที่สุดก็นำไปสู่การแยกมัสยิด ซุนนะฮฺส่วนย่อยที่พวกเขายึดมั่นยังอยู่กับพวกเขาต่อไป แต่ซุนนะฮฺใหญ่ที่กำหนดให้มุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพได้ถูกทำลายลง

                มัสยิดสองแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันแม้จะกราบกรานพระเจ้าองค์เดียวกัน หันหน้าไปไปสู่ทิศทางเดียวกัน แต่กลับ ไม่สามารถทำอิบาดะฮฺร่วมกันได้ อิบาดะฮฺเช่นละหมาดญะมาอะฮฺ ซึ่งควรเป็นกรอบหลอมรวมมุสลิมเข้าด้วยกัน กลับเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งแยกคนเป็นกลุ่มก้อนแทน

                อันที่จริง นบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) ผู้เป็นแหล่งกำเนิดแห่งซุนนะฮฺที่แต่ละฝ่ายอ้างถึง เป็นผู้ตระหนักดีถึงธรรมชาติแห่งมนุษย์ ที่แม้จะมีที่มาจากแห่งเดียวกันก็จริงอยู่ แต่ในส่วนปลีกย่อยของชีวิต มีความแตกต่างอยู่มากมาย ท่านจึงยอมรับความเห็นต่างของเหล่าซอฮาบะฮฺที่หลายครั้งได้ตีความคำพูดและการกระทำของท่านไม่ตรงกัน สิ่งที่ท่านเป็นห่วงคือการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้จะต้องไม่นำไปสู่การแตกแยกแบ่งฝ่ายอย่างเด็ดขาด กระทั่งถึงกับยกให้การสร้างภราดรภาพและความเป็นเนื้อเดียวกันในหมู่มุสลิม มีฐานะสูงส่งกว่าตัวละหมาดด้วยซ้ำไป เช่น ในหะดีษต่อไปนี้

ألا أخبر كم بأفضل من در جة الصلاة والصيام والصدقة ؟ قالو ابلى يا رسول الله , قال صلاح دات البين , فإن فساد دات البين هي الحالقة (رواهالتر مذي في صفة القيامة 2511 وأ بو دا ود في الأدب 4919)

“เอาไหม ฉันจะบอกให้รู้ว่าอะไรล้ำเลิศกว่าการละหมาด การถือศีลอด และการบริจาคทาน” เหล่าซอฮาบะฮฺตอบว่า เอาครับ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺท่านเฉลยว่า คือการสมานรอยร้าว แท้จริงความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามของผู้คนคือตัวทำลายศาสนา”

                โดยนัยแห่งคำสอนเช่นนี้ของบรมศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เหล่าซอฮาบะฮฺจึงเข้าถึงแก่นแห่งศาสนาได้ แม้พวกท่านเหล่านั้นจะมีความเห็นต่างในประเด็นปลีกย่อยมากมาย เช่น ความเห็นต่างระหว่างอุมัรอัลค็อฎฎอบ กับ อับดุลลอฮฺมัสอูด (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ซึ่งอิบนุลกัยยิมระบุในหนังสือเอียะลามุน มุวักกีอีน ว่ามีอยู่ถึง 100 ประเด็นด้วยกัน แต่ทั้งสองคนก็รักใคร่และห่วงใยกันและกัน โดยไม่มีรอยปริแยกใดๆให้เห็น

                ครั้นเมื่ออุมัรลาลับไป ขณะอิบนุมัสอูดมีชีวิตมาจนถึงยุคสมัยอุสมาน อัฟฟาน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ท่านก็เห็นแย้งกับอุสมานในเรื่องละหมาดที่มินา อุสมานละหมาดเต็มสี่ร็อกอะฮฺขณะอิบนุมัสอูดเห็นว่าควรละหมาดเพียงสอง ตามแบบอย่างแห่งศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) แต่เมื่อเวลาละหมาดจริงๆท่านกลับละหมาดสี่ร็อกอะฮฺเหมือนอุสมาน

                มีผู้ถามอิบนุมัสอูดว่าเหตุใดจึงละหมาดสี่ร็อกอะฮฺทั้งๆที่เคยคัดค้านอย่างแข็งขันมาก่อน ท่านตอบว่า

الخلاف شر وهو من شيم أهل الأ هواء (أخرجه عبد الرزاق في المصنف 199:2 وأبوداود 1960 والطبراني 386:6 والبيهقي 143:3)

“ความขัดแย้งเป็นสิ่งชั่วร้าย มันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เดินตามอารมณ์มากกว่า”

2.3.2 ความแตกแยกอันเนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์

                ที่เห็นบ่อยครั้งที่สุดน่าจะเป็นการแข่งขันชิงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากอิหม่ามมัสยิดเข้าไปพัวพันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดแล้ว ก็มักทำให้เกิดรอยร้าวในชุมชน และนำไปสู่การแยกมัสยิดได้

                นี่นับเป็นความเลวร้ายอย่างหนึ่งของผู้ทำการแยกมัสยิด เพราะการแย่งชิงตำแหน่งทางการเมือง จนสูญเสียความเป็นพี่น้องไปก็นับว่าชั่วช้าอย่างยิ่งแล้ว ผู้กระทำการยังซ้ำเติมสังคมด้วยการเอามัสยิดที่เป็นสถาบันเพื่อการหลอมรวมผู้คนให้เป็นเอกภาพ มาเป็นที่ระบายอารมณ์และเป็นเครื่องมือต่อรองของตน จนสังคมต้องแยกออกเป็นฝักฝ่ายอีกด้วย

                การเข้าร่วมกิจกรรมกับมัสยิดเช่นนี้ นับว่าช่วยเพิ่มรอยร้าวในสังคมให้ปริแยกมากขึ้น บุคคลจึงไม่ควรตกเป็นเหยื่อ โดยการเห็นแก่พรรคพวก พี่น้อง จนลืมหลักการแห่งอัลลอฮฺไป

2.3.3 ความแตกแยกอันเนื่องจากความไม่พอใจต่อตัวผู้นำ

                ความไม่พอใจต่อตัวผู้นำเกิดได้ทั้งเมื่อผู้นำปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ หรือเมื่อผู้นำบกพร่องต่อหน้าที่ของตนเอง

                หากปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรงตามอมานะฮฺ ก็สร้างความไม่พอใจต่อผู้สูญเสียผลประโยชน์จากกรทำหน้าที่นั้น

                หากปฏิบัติหน้าที่อย่างขาดตกบกพร่อง ก็สร้างความไม่พอใจแก่ผู้ประสงค์จะเห็นชุมชนเจริญก้าวหน้า

                แต่จะไม่พอใจผู้นำด้วยเหตุผลใดก็ตาม มุสลิมย่อมไม่อาจแบ่งแยกสังคมให้แตกเป็นเสี่ยงด้วยการแยกมัสยิด แยกละหมาดได้ เพราะการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเช่นนั้น จะยิ่งทำให้สังคมอ่อนแอและเปราะบางมากขึ้น จากความห่างเหินระหว่างกัน และความเป็นพี่น้องที่ขาดหายไป มัสยิดและการละหมาดที่นำสู่ภาวะเช่นนี้ จึงย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ในการสร้างมัสยิดของศาสนทูตมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) อย่างแน่นอน ดังนั้น จึงไม่สมควรเกิดขึ้นเลย

                หากมัสยิดใหม่เกิดขึ้นโดยกลุ่มผู้ไม่พอใจที่อิหม่ามปฏิบัติหน้าที่จริงจังตามหลักศาสนา จนกระทบผลประโยชน์ของพวกเขา ก็สมควรที่มัสยิดซึ่งพวกเขาสร้างขึ้นจะถูกทำลายโดยคนส่วนใหญ่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรได้รับการเมินเฉยจากมวลชน เพราะการเข้าไปสนับสนุนเท่ากับไปส่งเสริมความชั่วนั้นเอง

                ส่วนหากมัสยิดใหม่ ถูกสร้างขึ้นเพราะผู้นำในมัสยิดเดิมย่อหย่อนต่อหน้าที่หรือทำอะไรที่ผู้สร้างเห็นว่าผิดพลาดบกพร่อง ก็ควรที่ผู้สร้างมัสยิดจะได้ตระหนักถึงคำสอนของรอซู้ลแห่งอัลลอฮฺนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) ที่ว่า

من رآى من أميره شينا يكرهه فليصبر عليه , فإنه من فارق الجما عة شبرا فمات إلا ميتة جاهلية (أخرجه البخاي فيكتاب الفتن)

                “ผู้ใดเห็นสิ่งที่น่ารังเกียจจากผู้นำของตน ก็จงอดทนได้เถิด (อย่าได้ทำการแยกตัวได้ตั้งกลุ่มใหม่) เพราะใครก็ตามแยกตัวไปจากญะมาอะฮฺแม้เพียงคืบหนึ่ง แล้วตายไปในลักษณะนั้น สภาพของเขาก็คือชาวญาฮิลียะฮฺไม่มีอื่น”

คำ “ญาฮิลียะฮฺ” สะท้อนบอกการทำอะไรตามใจตนเอง โดยไม่เคารพกฎระเบียบ ไม่ให้ความสำคัญกับผู้นำ การตายแบบญาฮิลียะฮฺ จึงถือเป็นการตายของทรยศต่ออัลลอฮฺแบบหนึ่ง เพราะแม้ผู้นำจะเลวร้าย แต่มุสลิมถูกสอนให้ตักเตือนผู้นำด้วยความอดทนไม่สามารถแยกตัวเป็นอิสระโดยไม่ขึ้นกับญะมาอะฮฺได้ ยกเว้น หากผู้นำนั้น กระทำการอันส่อแสดงความเป็นมุรตัดชัดเจนเท่านั้น

นั้นเพราะความแตกแยกในสังคม เลวร้ายและอาจนำความเสียหายมาสู่ชีวิต มากกว่าการที่ผู้นำมีพฤติกรรมชั่วเสียอีก

2.4 เป็นมัสยิดที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้คิดร้ายทำลายศาสนา

                หากมัสยิดถูกใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อปกปิดเจตนาอันแท้จริงของผู้สร้าง อันได้แก่ การทำงานที่สนองผลประโยชน์ของผู้คิดร้ายทำลายศาสนา ทำลายคนดี มัสยิดนั้นก็ย่อมได้ชื่อว่า “มัสยิดฎิรอร”

                ปัจจุบันการทำลายศาสนาอิสลามโดยใช้ชื่ออิสลามเองมีให้เห็นอยู่เสมอ ในภาคใต้ตอนล่าง คือ การสร้างมัสยิดของกลุ่มฏอรีเกาะฮฺ ซึ่งมีความเชื่อคล้ายคลึงกับกลุ่มชีอะฮฺ ความเชื่อของคนเหล่านี้หลายประการขัดแย้งกับอิสลามอย่างชัดเจน และหากความเชื่อดังกล่าวแพร่หลายจะเป็นการทำลายหลักการอิสลามอันแท้จริงลงไปหลายส่วน

                ในโลกนี้ยังมีผู้นำประเทศบางคนคอยจ้องทำลายการเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามทุกรูปแบบ ซึ่งก็คือการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตน และเพื่อผลประโยชน์ของขบวนการทำลายอิสลามด้วย วิธีการหนึ่งที่ผู้นำเหล่านี้ใช้ก็คือ การสร้างมัสยิดที่ใหญ่โตโอฬาร แต่ในนั้นกลับเต็มไปด้วยสายลับที่คอยสอดส่องสืบหานักเคลื่อนไหวที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูสังคมมุสลิม หลายครั้งที่นักเคลื่อนไหวเหล่านี้ แม้จะเคลื่อนไหวอย่างสนติ ไม่ได้มีความมุ่งร้าย ต่อตัวผู้นำ พวกเขาหวังเพียงให้สังคมมุสลิมดำเนินไปตามวิถีแห่งอิสลาม จนบางคนถึงขั้นพิกลพิการ นับเป็นการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้คิดทำสงครามกับอัลลอฮฺ (ซุบหานะฮูวะตะอาลา)  อย่างแท้จริง

มัสยิดที่คนเหล่านี้สร้างขึ้น จึงถือเป็น “มัสยิดฎิรอร”ด้วย

3. การละหมาดในมัสยิดฎิรอรใช้ได้หรือไม่

                การละหมาดเป็นอิบาดะฮฺที่มุ่งเน้นชำระขัดเกลาจิตใจผู้ปฎิบัติให้ผูกพันแน่นแฟ้นกับอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฎิบัติมุ่งหวังความพอพระทัยแห่งอัลลอฮฺและจดจ่ออยู่กับรางวัลที่จะทรงพระราชทานให้มากกว่าการยึดมั่นถือมั่นต่อวัตถุและสรรพสิ่งอันไม่มีจีรังในโลกนี้

                เมื่อยึดมั่นต่ออัลลอฮฺก็ย่อมละหมาดตามรูปแบบที่พระองค์ทรงกำหนด และรักษาไว้ซึ่งมารยาทต่างๆ ที่จะทำให้ทรงพอพระทัย ไม่ละหมาดในลักษณาการที่ขัดแย้งกับข้อบัญญัติของพระองค์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวละหมาดเอง และสถานที่ที่ใช้ในการละหมาด

                คำสั่งห้ามการละหมาดในมัสยิดฎิรอร เป็นคำสั่งของอัลลอฮฺในซูรอฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 108

 

108 ความว่า “เจ้าอย่าได้เข้าไปละหมาดในนั้น (หมายถึงในมัสยิดฎิรอร) โดยเด็ดขาด แท้จริงมัสยิดที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานความยำเกรงต่ออัลลอฮฺตั้งแต่วันแรกต่างหาก ที่เจ้าสมควรเข้าไปละหมาดในนั้นมีคนผู้รักที่จะชำระสะสางตนเองให้คงความสะอาดอยู่เสมอ และอัลลอฮฺก็ทรงรักผู้สะอาด”

                ด้วยคำสั่งเช่นนี้ผู้ละหมาดที่มุ่งหวังอานิสงค์จากอัลลอฮฺอย่างแท้จริง จึงย่อมระวังที่จะไม่ละหมาดในมัสยิดฎิรอรอย่างเด็ดขาด และย่อมเข้าใจได้ว่าเมื่อห้ามการละหมาด ก็ย่อมห้ามก่อสร้าง และห้ามสนับสนุนการก่อสร้างด้วย ผู้ใดสนับสนุนให้ก่อสร้างมัสยิดฎิรอร ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน ที่ดิน หรือใช้แรงกาย กำลังความคิดเข้าช่วย ย่อมอยู่ในข่ายสนับสนุนให้มีการละเมิดคำสั่งแห่งอัลลอฮฺ และร่วมกันสร้างความเสียหายแก่สังคมชุมชน จึงย่อมไม่ได้รับความพระทัยจากพระองค์แน่นอน และเมื่อมีการห้ามสร้างมัสยิดซึ่งถือเป็นหน่วยใหญ่แล้ว สิ่งที่เล็กกว่ามัสยิด เช่น บาลาซอฮฺ ศาลา หากเข้าข่ายความเป็นฎิรอรที่กล่าวถึงแล้ว ก็ย่อมเป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน

                หากมีการฝืนสร้างจนแล้วเสร็จ และมีการละหมาดในสถานที่นั้น ถามว่าละหมาดดังกล่าวใช้ได้หรือไม่ อิหม่ามกุรฏุบีย์ ผู้เขียนตัฟซีรอัลกรุฏุบีย์ กล่าวไว้ในการอรรถาธิบายอายะฮฺเกี่ยวกับมัสยิดฎิรอร ว่า

قال علماؤ نا : لايجوزأن يبني مسجد إلى جنب مسجد, ويجب هدمه , والمنع من بنائهلئلا ينصرف أهل المسجد الأول فيبقى شاغرا , إلاأن تكون المحلة كبير ة فلا يكفي أهلها مسجد واحد فيبني حينئد وكدلك قالوا : لاينبغي أنيبني في المصر الوا حد جامعان و ثلاثة , ويجب منع الثاني , ومن صلى فيه الجمعه لم تجزه  وقد أحرق النبي صلى الله عليه وسلم مسجد الضرار وهدمه  وأسند الطبري عن شقيق أنه جاء ليصلى في مسجد بني غاضرة فو جد الصلاة قد قاتته , فقيل له إن مسجد بني فلان لم يصل فيه بعد , فقال : لاأ حب أن أصلى فيه لأنه بني على ضرار  قال علماؤنا : وكل مسجد بني على ضرار أو رياء وسمعة فهو في حكم مسجد الضرار لاتجوزالصلاة فيه (ص 254 ج 7)

                “ อุละมาอฺของเรา ต่างมีความเห็นว่า การสร้างมัสยิดหลังหนึ่งใกล้ๆกับมัสยิดอีกหลังหนึ่งนั้นไม่เป็นที่อนุญาต และจำเป็นต้องรื้อถอนมัสยิดหลังนั้นเสีย การห้ามสร้างก็เพื่อป้องกันมิให้คนในมัสยิดหลังเก่าหันแหไปยังหลังใหม่ ซึ่งอาจทำให้หลังเก่าเปลี่ยวร้างได้ ยกเว้น ในกรณีพื้นที่ใหญ่ๆซึ่งมัสยิดหลังเดียวไม่อาจรองรับผู้คนได้ทั้งหมด จึงอนุญาตให้สร้างได้

                ในเรื่องเดียวกันนี้อุละมาอฺยังเห็นว่าในเมือง เมืองหนึ่งไม่ควรสร้างมัสยิดสองหรือสามแห่ง และวาญิบต้องห้ามสร้างหลังที่สอง (หากมีการสร้างขึ้นมา) แล้วผู้ใดไปละหมาดญุมอัตในมัสยิดแห่งที่สองนั้น ถือว่าละหมาดของเขาใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ นบี(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)ได้สั่งให้เผาทำลายมัสยิดฎิรอรมาก่อนแล้ว

                อิหม่ามอัลฎ็อบรีย์มีรายงานที่อ้างถึงท่านชุกัยก์ ว่าท่านเคยจะไปละหมาดที่มัสยิดบนีฆอฎิรอฮฺ (หนังสือบางเล่มอ้างว่า บนีอามิร หรือ อามิรอฮฺ) แต่ไม่ทันจึงมีผู้แนะนำว่าที่มัสยิดอีกหลังหนึ่งของคนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ละหมาด (ท่านสามารถไม่ละหมาดที่นั้นได้) ท่านชุกัยก์บอกว่า ฉันไม่ชอบไปละหมาดที่มัสยิดนั้น เพราะมันถูกสร้างขึ้นในสภาพของมัสยิดฎิรอร

                อุละมาอฺของเรายังเห็นว่า มัสยิดใดก็ตาม หากถูกสร้างขึ้นบนฐานของความฎิรอร หรือสร้างขึ้นเพื่อโอ้อวด ต้องการชื่อเสียง มัสยิดนั้นย่อมถือเป็นมัสยิดฎิรอร และไม่อนุญาตให้ทำการละหมาดในนั้น”

4 สังคมไม่ควรยอมรับคนที่เป็นอิหม่ามในมัสยิดฎิรอร

                อิหม่ามกุรฏุบีย์ยังเห็นว่าไม่ควรละหมาดตามคนที่เป็นหรือเคยเป็นอิหม่ามในมัสยิดฎิรอร ยกเว้นคนที่เป็นอิหม่ามนั้นแสดงเหตุผลที่พอยอมรับได้หรือทำการเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพราะอุมัรอัลค็อฏฏอบเคยห้าม มุญัมมิฮฺอิบนุ ญารียะฮฺ ไม่ให้เป็นอิหม่ามที่มัสยิดกุบาอฺ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเคยเป็นอิหม่ามที่มัสยิดฎิรอรมาก่อน แต่เมื่อมุญัมมิอฺแสดงเหตุผลว่าเขาทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อุมัรจึงให้อภัย และอนุญาตให้เป็นอิหม่ามที่มัสยิดกุบาอฺได้

(الجامع لأ حكام القر آن لأ بي عبدالله محمد بن أحمد الأنصاري القر طبي) بيروت : دار الشام للتر اث (ص 255 ج 7)

                นั้นเพราะการไปเป็นอิหม่ามในมัสยิดฎิรอร นอกจากจะเป็นยอมรับให้เกิดความแตกแยกในสังคมแล้ว ยังหมายถึงการตั้งตนเป็นผู้นำ ชักจูงผู้คนให้คล้อยตามไปอีกด้วย ไม่ใช่คล้อยตามในทางที่ดี แต่คล้อยตามในสิ่งที่อิสลามห้าม สังคมจึงไม่ควรยอมรับ

5 สิ่งที่ต้องคำนึถึง เมื่อคิดสร้างมัสยิดหลังใหม่

                เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การสร้างมัสยิดในอิสลามแล้ว จะพบว่ามัสยิดที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ละหมาดญุมอะฮฺ (วันศุกร์) ด้วยนั้น เป็นมัสยิดที่มีการขออนุญาตจากผู้นำก่อนที่จะสร้างแทบทั้งหมด

                ในสมัยบรมศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) นครมดีนะฮฺมีมัสยิดทั้งหมด 9 แห่ง แต่ละแห่งสร้างขึ้นในพื้นที่ของแต่ละเผ่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนในเผ่านั้น ซึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้ใช้ละหมาดร่วมกัน โดยบรมศาสดาจะไปละหมาดให้เป็นปฐมฤกษ์ก่อน เพื่อเป็นเครื่องชี้ว่ามัสยิดนี้สร้างขึ้นมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ยกเว้นก็แต่เพียงมัสยิดฎิรอร ที่ท่านสั่งให้เผาและรื้อทำลายเสีย เพราะสร้างขึ้นมาอย่างผิดวัตถุประสงค์

                อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันศุกร์ ทุกคนจะมาละหมาดในที่เดียวกัน คือ มัสยิดนะบะวีย์

(ظفر أحمد العثماني التهانوي : إعلا ء السنن ج 5 ص 2358 حديث 2087)

                การชี้นำของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) ย่อมเป็นที่เข้าใจของเหล่าซอหาบะฮฺเป็นอย่างดี ในกาลต่อมา เมื่อรอซู้ลจากไปแล้ว การสร้างมัสยิดตลอดยุคสมัยแห่งคอลีฟะฮฺทั้งสี่จึงไม่ได้กระทำกันโดยพลกาล แต่เป็นไปโดยคำสั่งหรือการอนุมัติของผู้นำทั้งสิ้น แม้การสร้างมัสยิดนั้นจะอยู่ห่างไกลไปจากมดีนะฮฺอันเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองมากมายก็ตาม

                เช่น เมื่อพิชิตเมืองกูฟะฮฺและบัสรอฮฺในอิรักได้ ท่านอุมัรอัลค็อฎฎอบ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) จัดส่งซะอัดอบีวักกอส ไปว่าการที่กูฟะฮฺ และส่งอบูมูซา อัลอัชอะรีไปว่าการที่บัสรอฮฺ เพื่อพิชิตอียิปต์ได้ ก็ให้ อัมรอัลอาสเป็นผู้ว่าการ จากนั้น คอลีฟะฮฺอุมัรก็สั่งการแก่บุคคลทั้งสามให้สร้างมัสยิดศูนย์กลางขึ้น และอนุญาตให้สร้างมัสยิดเล็กย่อยสำหรับเผาต่างๆได้ แต่เมื่อถึงวันศุกร์ต้องไปละหมาดร่วมกันที่มัสยิดศูนย์กลางเท่านั้น

                การทั้งหมดชี้ชัดว่ามัสยิดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครองในอิสลาม โดยดำรงสถานะเป็นเสาหลักของสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง การสร้างหรือรื้อถอนทำลายมัสยิดหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ อันส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ จึงต้องดำเนินไปภายใต้ดุลพินิจของผู้ปกครองในสังคมนั้นๆผู้ปกครองซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายที่อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้น เป็นการปรกครองที่มุ่งให้มนุษย์ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของบทบัญญัติที่มาจากพระองค์ รู้จักการสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ และร่วมกันสร้างเอกภาพและภราดรภาพในหมู่ผู้อาศัยอยู่ร่วมกัน

                ดังนั้นการสร้างมัสยิดจึงไม่ควรแสดงถึงการฝ่าฝืนกฎระเบียบทางสังคม หรือแสดงถึงการกระทำตามอำเภอใจ และการละเมิดคำสั่งของผุ้นำอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำของชาวญาฮิลียะฮฺ มิใช่วิสัยของผู้ต้องการประกอบอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺแต่ประการใด

                การอิบาดะฮฺที่แท้จริง ช่วยสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความเป็นอุมมะฮฺเดียวกัน ภายใต้ร่มธงแห่งการภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียวกัน จึงก่อเกิดประชาชาติอันแข็งแกร่งขึ้น เป็นประชาชาติที่ยึดมั่นในความเห็นร่วมและเคารพในความเห็นต่าง พร้อมๆกับการเคารพกฎกติกาทางสังคมอย่างเคร่งครัด

 

                “แท้จริงอุมมะฮฺนี้ คืออุมมะฮฺของพวกเจ้า เป็นอุมมะฮฺหนึ่งเดียว และข้าคือผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้นจงสักการะต่อข้าเพียงผู้เดียว” (อัลอัมบิยาอฺ92)

                ส่วนการสร้างมัสยิดหรือสิ่งอื่นใดอันผู้สร้างอ้างว่าทำไปเพื่ออัลลอฮฺ แต่กลับทำให้อุมมะฮฺนี้แปลกแยกต่อกัน ย่อมมิอาจถือได้ว่าเป็นอิบาดะฮฺ เพราะการอิบาดะฮฺ คือ การนบน้อมยอมตนต่ออัลลอฮฺและบทบัญญัติทุกข้อของพระองค์ เมื่อทรงบัญญัติให้เคารพต่อผู้นำ และให้ทุกคนร่วมสร้างเอกภาพในสังคม ผู้อิบาดะฮฺด้วยใจจริงก็ต้องเคารพกฎข้อนี้ และต้องตระหนักว่าการละเมิดคำสั่งที่ชอบธรรมของผู้นำ การกระทำตามอำเภอใจ โดยฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคมเป็นการกระทำของชาวญาฮิลียะฮฺผู้ป่าเถื่อน ยุคสมัยที่ผู้คนไร้ศาสนาอันเที่ยงธรรม ไม่รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างมีระบบระเบียบ แต่พร้อมจะทำทุกอย่างที่ตอบสนองกิเลสตัณหาของตนเองโดยไม่คำนึงผลกระทบที่จะตามมาทีหลัง ยุคสมัยที่ไร้ผู้นำซึ่งสังคมยอมรับ มีเพียงหัวหน้าเผ่าที่พร้อมจะนำคนของตนปล้นฆ่า แย่งชิงทรัพย์สินของผู้อ่อนแอกว่า และพร้อมจะช่วยเหลือคนของตนไม่ว่าคนๆนั้นจะดีหรือเลวประการใดก็ตาม

                โดยนัยนี้ อุละมาอฺผู้ลุกซึ้งในแก่ธรรมอิสลาม เช่น อิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ จึงเห็นว่าการละหมาดญุมอะฮฺของมุสลิมจะกระทำโดยพลการไม่ได้ แต่จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้นำก่อน ส่วนอุละมาอฺท่านอื่นๆ แม้จะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขดังกล่าว แต่การระบุว่าให้ชุมชนหนึ่งจะมีการละหมาดญุมอะฮฺสองแห่งไม่ได้ ก็ชี้ให้เห็นว่าปราชญ์อิสลามไม่ได้ยากการอิบาดะอฺออกจากการปกครองแต่อย่างใด อิบาดะฮฺจะจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการรักษาญะมาอะฮฺที่มีผู้นำเพียงหนึ่ง การละหมาดญุมอะฮฺสองแห่งโดยที่ผู้นำไม่อนุญาตสะท้อนว่าการละหมาดแห่งที่สองเกิดขึ้นโดยพลการ อาจมาจากมูลเหตุที่จะนำไปสู่การเป็นมัสยิดฎิรอร จึงเป็นละหมาดที่ใช้ไม่ได้

                สำหรับในกรณีที่มีความจำเป็นต้องสร้างสถานที่ละหมาดโดยการสร้างนั้นไม่นำสู่สภาวะมัสยิดฎิรอร ประชาชนอาจสร้างก่อนโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้นำก็ได้ ครั้นเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ควรแจ้งแก่ผุ้นำของตนให้รับรู้ เพื่อแสดงมารยาทอันดีงามตามแบบฉบับแห่งรอซู้ลแห่งอัลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)

                แต่ในกรณีชุมชนเดียวกันการสร้างมัสยิดบาลาซอฮฺหรือสิ่งอื่นใด อันอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพและภราดรภาพของคนในสังคม จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้นำในสังคมก่อนเสมอ ซึ่งโดยปกติแล้วการพิจารณาอนุญาตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการ ซึ่งจะกล่าวในลำดับต่อไปนี้

6 องค์ประกอบในการพิจารณาให้สร้างมัสยิดใหม่

                คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดถือเป็นผู้นำในระบบจังหวัดของมุสลิมไทย มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ หรือเพิกถอนทะเบียนมัสยิดในจังหวัดของตน ซึ่งในการพิจารณาว่าจะให้จดทะเบียนเป็นมัสยิดหรือไม่ มักดูจากองค์ประกอบดังนี้

1 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชน

                หากภูมิลักษณะของชุมชนมีสิ่งที่ทำให้ถูกแบ่งแยกออกจากกันเป็นสองส่วนโดยพรมแดนทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำลำคลอง หรือสิ่งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น ถนนหนทางขนาดใหญ่ ซึ่งปิดกั้นการไปมาหาสู่โดยสะดวกของผู้คน หรือพรมแดนทางวัฒนธรรม เช่น หมู่บ้านของคนต่างศาสนากั้นอยู่ คณะกรรมการอาจถือว่าทั้งสองส่วนนี้เป็นคนละชุมชน และอาจอนุญาตให้สร้างมัสยิดเพื่อละหมาดญุมอะฮฺได้ ทั้งนี้หากสถานที่ที่จะสร้างมัสยิดใหม่มีจำนวนประชากรพอเพียง

2 จำนวนประชากร

                หากจำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มขึ้นมาก จนมัสยิดหลังเดิมไม่อาจรองรับจำนวนผู้ละหมาดญุมอะฮฺได้ทั้งหมด อีกทั้งไม่สามารถขยายเพิ่มเติมอาณาเขตของมัสยิดหลังเดิมได้อีกแล้ว ก็ถือว่ามีความจำเป็นต้องสร้างมัสยิดอีกหลังหนึ่งเพื่อให้ทุกคนสามารถละหมาดญุมอะฮฺได้ตามบัญญัติแห่งอิสลาม

3 สถานที่ต้องของมัสยิด

                มัสยิดเป็นพระราชฐานแห่งอัลลอฮฺต้องตั้งอยู่ในสถานที่อันเหมาะสมแก่สถานะ เช่น อยู่ในที่ดินที่สามารถสร้างมัสยิดได้ตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ตั้งอยู่ในที่ดินอันเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล หรือนิติบุคคล โดยที่ผู้มีกรรมสิทธิ์นั้นยังไม่ยกให้เพื่อการสร้างมัสยิด

                นอกจากองค์ประกอบทั้งสามที่กล่าวมาซึ่งเป็นที่รับทราบของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดโดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกประการคือความพร้อมด้านบุคลากร หากองค์ประกอบอื่นๆครบถ้วน แต่ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการมัสยิดตามวิถีอิสลาม ขาดคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาชุมชน โดยใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลาง มัสยิดดังกล่าวก็อาจกลายเป็นสถานที่รกร้างเพราะไร้การพัฒนา หรืออาจกลายเป็นแหล่งแย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่มไปก็ได้

                ดังนั้นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การจัดอบรมบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์แห่งมัสยิด ความรับผิดชอบ (อมานะฮฺ) ที่พวกเขามีต่ออัลลอฮฺและต่อประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งกฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมัสยิด ทั้งนี้เพื่อให้มัสยิดที่จดทะเบียนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้อย่างแท้จริง

7 ขั้นตอน

การขอจดทะเบียนมัสยิด

ในการขอจดทะเบียนมัสยิดมีขั้นตอนที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. แจ้งความประสงค์ขอจดทะเบียนมัสยิดต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ตนสังกัด
  2. สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่งตั้งคณะผู้ตรวจสอบสภาพมัสยิดที่ขอจดทะเบียน
  3. คณะกรรมการตรวจสอบที่ได้รับการแต่งตั้ง ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการพิจารณา
  4. คณะกรรมการตรวจสอบรายงานผลการรวบรวมข้อมูลต่อที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
  5. หากที่ประชุมมีมติให้จดทะเบียนมัสยิด ก็จะแต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
  6. คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจัดส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับมัสยิดทั้งหมดต่อฝ่ายทะเบียนของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
  7. เมื่อเอกสารหลักฐานพร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดจะแจ้งการจดทะเบียนมัสยิดใหม่ต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

………………………………………………

ขั้นตอนและระเบียบการเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้มัสยิดทำหน้าที่เป็นสถาบันการสร้างชุมชนเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง ผุ้ที่ประสงค์จะทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ ย่อมดำเนินการตามขั้นตอนโดยไม่คิดฝ่าฝืน เพราะตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของญะมาอะฮฺที่จะต้องมีกติกาในการควบคุมดูแลพฤติกรรมของสมาชิก

        ส่วนผู้ที่สร้างมัสยิดหรือบาลาเซาะฮ์ขึ้นโดยไม่ยึดโยงกับระเบียบของสังคม คิดแต่เพียงว่าจะทำการละหมาดตามที่ตนเองต้องการ สิ่งที่สร้างขึ้นนั้นอาจเป็นมัสยิดฎิรอรและบุคคลที่ร่วมสร้างก็อาจกำลังก่อพฤติการณ์ของชาวญาฮิลียะฮฺ หาใช่วิสัยของคนที่คิดจะอิบาดะฮฺไม่ เพราะการกระทำดังกล่าวส่อว่าพวกเขามีชีวิตอยู่โดยไม่ขึ้นกับผู้นำในสังคม อันเป็นพฤติกรรมของชาวญาฮิลียะฮฺโดยแท้ ดังคำของบรมศาสดามุหัมมัด(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)

عن ابن عمر رضي الله عنهما قال : سمعت رسول الله صلى الله عليه وسلم يقول : من خلع يدا من طا عت لقي الله لا حجة له ؛ ومن مات ليس في رقبته بيعة مات موتة جاهلية (مستخر أبي عو انة ,كتاب الحدود , رقم الحديث 5642)

        “ผู้ใดถอนตัวจากการเชื่อฟัง(ผู้นำ)ผู้นั้นจะพบกับอัลลอฮฺ โดยไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายการกระทำของตนได้ (หรือพระองค์ไม่รับฟังเหตุผลข้ออ้างใดๆ) และผู้ใดตายไปโดยไม่ได้ให้สัตยาบันต่อผู้นำ ผู้นั้นตายเยี่ยงชาวญาฮิลียะฮฺคนหนึ่ง”

اللهم الف بين قلوبنا وأصلح ذات بيننا واهدنا سبل السلام

آمين يا رب العالمين

26 ربيع أول 1434 ه

7

พระราชบัญญัติ
การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540

____________________________

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2540
เป็นปีที่ 52 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมัสยิดอิสลามและ กฎหมายว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการบริหาร องค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540"

มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2540/65ก/3/9 พฤศจิกายน 2540]

มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.2490
(2) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม

(3) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2491

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "มัสยิด" หมายความว่า สถานที่ซึ่งมุสลิมใช้ประกอบศาสนกิจโดย จะต้องมีละหมาดวันศุกร์เป็นปกติ และเป็นสถานที่สอนศาสนาอิสลาม "สัปปุรุษประจำมัสยิด" หมายความว่า มุสลิมที่คณะกรรมการอิสลาม ประจำมัสยิดมีมติรับเข้าเป็นสัปปุรุษมัสยิด และมีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด แต่ผู้นั้นจะเป็นสัปปุรุษเกินกว่าหนึ่งมัสยิดในเวลาเดียวกันไม่ได้ "อิหม่าม" หมายความว่า ผู้นำศาสนาอิสลามประจำมัสยิด "คอเต็บ" หมายความว่า ผู้แสดงธรรมประจำมัสยิด "บิหลั่น" หมายความว่า ผู้ประกาศเชิญชวนในมุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตาม เวลา

มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน เจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
บททั่วไป
_______

มาตรา 6 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีคนหนึ่งเพื่อเป็น ผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย ให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีซึ่งได้รับ ความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาจุฬาราชมนตรีตามวรรคสอง ให้เป็นไป ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้มีเงินอุดหนุนฐานะจุฬาราชมนตรีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

มาตรา 7 จุฬาราชมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) เป็นมุสลิมผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
(3) เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี
(4) เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามโดยเคร่งครัด
(5) เป็นผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกศาสนา
(6) เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(7) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(8) ไม่เป็นผู้เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(9) ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(10) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มาตรา 8 จุฬาราชมนตรีมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการ ศาสนาอิสลาม
(2) แต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบัญญัติแห่งศาสนา อิสลาม
(3) ออกประกาศแจ้งผลการดูดวงจันทร์ตามมาตรา 35 (11) เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนา
(4) ออกประกาศเกี่ยวกับข้อวินิจฉัยตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม

มาตรา 9 จุฬาราชมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะ ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7

มาตรา 10 จุฬาราชมนตรีกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด และกรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีสิทธิ สวมเสื้อครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธย ทั้งนี้ ตามระเบียบว่าด้วยการนั้น

มาตรา 11 เมื่อเห็นสมควร กระทรวงศึกษาธิการอาจจัดตั้ง "อิสลามวิทยาลัย" ขึ้นเพื่อให้การศึกษาและอบรมทางวิชาการศาสนา วิชาการ ทั่วไป และวิชาชีพได้

หมวด 2
การจัดตั้งและการเลิกมัสยิด
_______

มาตรา 12 การสร้าง การจัดตั้ง การย้าย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนมัสยิด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง การจัดตั้ง การรวม และการเลิกมัสยิด ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 13 ให้มัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้แทนของมัสยิด ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดอาจ มอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้

มาตรา 14 มัสยิดที่เป็นนิติบุคคลอาจเลิกได้โดยการจดทะเบียน เลิกมัสยิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บรรดาทรัพย์สินของมัสยิดที่เลิกตามวรรคหนึ่ง ให้โอนไปยังมัสยิด ที่เป็นนิติบุคคลที่อยู่ใกล้ที่สุด ถ้าไม่อาจทำได้ให้โอนไปยังมัสยิดที่เป็นนิติบุคคลที่อยู่ ในลำดับถัดไป เว้นแต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ และผู้อุทิศให้ได้แสดง เจตนาไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 15 มัสยิดที่ได้จดทะเบียนแล้วให้ดำเนินการคัดเลือกกรรมการ อิสลามประจำมัสยิดตามหมวด 5 ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันจดทะเบียน

หมวด 3
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
________

มาตรา 16 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการ กลางอิสลามแห่งประเทศไทย" ประกอบด้วยจุฬาราชมนตรีเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากกรรมการอิสลามประจำ จังหวัด ซึ่งเป็นผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และ จากกรรมการอื่นซึ่งคัดเลือกโดยจุฬาราชมนตรีมีจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนผู้แทน คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ถ้ามีเศษให้ปัดทิ้ง การคัดเลือกผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และการ คัดเลือกกรรมการอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกันเองเป็นรองประธานกรรมการ เลขาธิการ และตำแหน่งอื่นตามความจำเป็น

มาตรา 17 กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ยกเว้น
(2) และ (10) (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีบริบูรณ์

มาตรา 18 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีอำนาจ หน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(2) ให้คำปรึกษาหรือข้อแนะนำเกี่ยวกับศาสนาอิสลามแก่คณะกรรมการ อิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
(3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการกลาง อิสลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย
(4) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผล ประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด
(5) ออกระเบียบวิธีการดำเนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงาน ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
(6) ปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในจังหวัด ที่ไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ในการนี้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทยจะมอบหมายให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ใกล้เคียงปฏิบัติ หน้าที่แทนก็ได้
(7) พิจารณาวินิจฉัยคำร้องคัดค้านตามมาตรา 41
(8) จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสารและบัญชีรายรับรายจ่ายของ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
(9) ออกประกาศและให้คำรับรองเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม
(10) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนา และการศึกษา ศาสนาอิสลาม
(11) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวกับ ศาสนาอิสลาม
(12) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 19 กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้มีการคัดเลือกเพื่อ ดำเนินการแต่งตั้งใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันครบกำหนดตามวาระ ในระหว่าง ที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการใหม่

มาตรา 20 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 19 กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 17

ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราว ออกตามวาระให้มีการคัดเลือกและดำเนินการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง เว้นแต่ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ว่างเหลือไม่เกินหนึ่งร้อย แปดสิบวันจะไม่คัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ กรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง แทนอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อกรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทยที่พ้นจากตำแหน่งในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 21 ในการประชุมคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธาน กรรมการปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่หรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน ในที่ประชุม มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่ง ในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้น อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด แต่ถ้าเป็นมติให้กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พ้นจากตำแหน่ง มติดังกล่าวต้องมีเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

มาตรา 22 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทย โดยมีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นผู้แทนของ สำนักงานในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการกลางอิสลาม แห่งประเทศไทยอาจมีมติมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทน ก็ได้ และให้เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบ ในกิจการของสำนักงาน

หมวด 4
คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
__________

มาตรา 23 จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดตาม มาตรา 13 ไม่น้อยกว่าสามมัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่งประกอบด้วย กรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสามสิบคน การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้กระทรวงหมาดไทย ดำเนินการให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกันเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการและตำแหน่งอื่นตามความจำเป็น ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธาน กรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ และกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 24 กรรมการอิสลามประจำจังหวัดต้องมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามตามมาตรา 17
(2) เป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ก่อนวันคัดเลือก
(3) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวัน คัดเลือก

มาตรา 25 กรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีวาระการดำรงตำแหน่ง หกปี เมื่อตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดว่างลงให้มีการคัดเลือกกรรมการ แทนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง เว้นแต่ตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนถึงกำหนดตามวาระไม่เกินหนึ่ง ร้อยแปดสิบวัน และยังมีกรรมการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่ ได้รับการคัดเลือก จะไม่ให้มีการคัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ กรรมการ ที่ได้รับการคัดเลือกแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา 26 ในจังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลามต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัด
(2) กำกับดูแลและตรวจตราการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจำ มัสยิดในจังหวัดและจังหวัดอื่นตามที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มอบหมาย
(3) ประนีประนอมหรือชี้ขาดคำร้องทุกข์ของสัปปุรุษประจำมัสยิด ซึ่งเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
(4) กำกับดูแลการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำมัสยิดให้เป็นไป โดยเรียบร้อย
(5) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
(6) สอบสวนพิจารณาให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพ้นจาก ตำแหน่งตามมาตรา 40 (4)
(7) สั่งให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพักหน้าที่ระหว่างถูกสอบสวน
(8) พิจารณาเกี่ยวกับการจัดตั้ง การย้าย การรวม และการเลิก มัสยิด
(9) แต่งตั้งผู้รักษาการแทนในตำแหน่ง อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น เมื่อตำแหน่งดังกล่าวว่างลง
(10) ออกหนังสือรับรองการสมรสและการหย่าตามบัญญัติแห่ง ศาสนาอิสลาม
(11) ประนีประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกตาม บัญญัติแห่งศาสนาอิสลามเมื่อได้รับการร้องขอ
(12) จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสารและบัญชีรายรับ รายจ่าย ของ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นปัจจุบัน และรายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและทรัพย์สินให้คณะกรรมการกลาง อิสลามแห่งประเทศไทยทราบปีละหนึ่งครั้งภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
(13) ออกประกาศและให้คำรับรองเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม ในจังหวัด

มาตรา 27 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 25 กรรมการอิสลามประจำจังหวัดพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีมติให้พ้นจาก ตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ที่พ้นจากตำแหน่งในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 28 การประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้นำ มาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 29 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมี ฐานะเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้แทนของสำนักงานในกิจการที่เกี่ยวกับ บุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอาจมีมติมอบหมายให้ กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้ และให้เลขานุการคณะกรรมการ อิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการของสำนักงาน

หมวด 5
คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
________

มาตรา 30 ให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดคณะหนึ่ง ประกอบด้วย

(1) อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ
(2) คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ
(3) บิหลั่นเป็นรองประธานกรรมการ และ
(4) กรรมการอื่นตามจำนวนที่ที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นกำหนด จำนวนไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินสิบสองคน ให้สัปปุรุษประจำมัสยิดซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไป ประชุมกัน คัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเลือกกรรมการตาม (4) เป็น เลขานุการหนึ่งคน นายทะเบียนหนึ่งคน เหรัญญิกหนึ่งคน และตำแหน่งอื่นตาม ความจำเป็น ให้ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดหรือกรรมการอิสลามประจำ จังหวัดที่ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นประธานใน ที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิด เพื่อดำเนินการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำมัสยิด แล้วเสนอคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามระเบียบ ที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา 31 อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 17
(2) อ่านพระคัมภีร์อัลกุรอานได้ถูกต้อง
(3) สามารถนำในการปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกต้องตามบัญญัติแห่งศาสนา อิสลาม
(4) มีความสามารถแสดงธรรมได้
(5) เป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนวัน คัดเลือก อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ไม่ถือเป็นนักพรตหรือนักบวช การพ้นจากตำแหน่งของ อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ให้เป็นไปตาม ระเบียบที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา 32 กรรมการตามมาตรา 30 (4) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 17
(2) เป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนวัน คัดเลือก
(3) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่มัสยิดนั้นตั้งอยู่ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก่อนวันคัดเลือก

มาตรา 33 เมื่อตำแหน่งอิหม่าม คอเต็บ หรือบิหลั่น ว่างลง ให้นำ วิธีการตามที่บัญญัติในมาตรา 30 มาใช้เพื่อดำเนินการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง

มาตรา 34 กรรมการตามมาตรา 30 (4) มีวาระการดำรง ตำแหน่งสี่ปี เมื่อตำแหน่งกรรมการว่างลง ให้นำวิธีการตามที่บัญญัติในมาตรา 30 มาใช้เพื่อดำเนินการคัดเลือกกรรมการแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ ตำแหน่งว่าง เว้นแต่ตำแหน่งกรรมการดังกล่าวว่างลงเนื่องจากคณะกรรมการ อิสลามประจำจังหวัดมีมติให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 40 (4) และผู้ที่พ้นจาก ตำแหน่งได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตาม มาตรา 41 ระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันให้นับแต่วันที่คณะกรรมการกลางอิสลาม แห่งประเทศไทยมีมติ ถ้าตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนถึงกำหนดตามวาระไม่เกินหนึ่งร้อยแปด สิบวันจะไม่ดำเนินการคัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ กรรมการที่ได้รับการ คัดเลือกแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา 35 คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) บำรุงรักษามัสยิดและทรัพย์สินของมัสยิดให้เรียบร้อย
(2) วางระเบียบปฏิบัติภายในของมัสยิดเพื่อให้การดำเนินงานของ มัสยิดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(3) ปฏิบัติตามคำแนะนำชี้แจงของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในเมื่อไม่ขัดต่อบัญญัติแห่ง ศาสนาอิสลามและกฎหมาย
(4) สนับสนุนสัปปุรุษในการปฏิบัติศาสนกิจ ส่งเสริมให้เกิดความ สามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ชอบตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
(5) พิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด
(6) อำนวยความสะดวกและอบรมสั่งสอนให้สัปปุรุษประจำมัสยิด ปฏิบัติศาสนกิจโดยถูกต้อเคร่งครัด
(7) ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสัปปุรุษประจำมัสยิดเมื่อได้รับ การร้องขอ
(8) จัดให้มีและรักษาสมุดทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด และตรวจตรา แก้ไขเพิ่มเติมสมุดทะเบียนดังกล่าวให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
(9) จำหน่ายชื่อสัปปุรุษประจำมัสยิดออกจากทะเบียน เมื่อได้สอบสวน แล้วปรากฏว่าผู้นั้นกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติแห่งศาสนา อิสลาม
(10) จัดให้มีทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่าย ของมัสยิดให้ถูกต้องตรงความเป็นจริง และจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน ฐานะ การเงิน และทรัพย์สินของมัสยิด แล้วรายงานให้คณะกรรมการอิสลามประจำ จังหวัดทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
(11) ดูดวงจันทร์และแจ้งผลการดูดวงจันทร์ต่อคณะกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัด
(12) ส่งเสริมการศึกษาและจัดกิจกรรมที่ไม่ขัดต่อบัญญัติแห่งศาสนา อิสลาม

มาตรา 36 สัปปุรุษประจำมัสยิดผู้ถูกจำหน่ายชื่อตามมาตรา 35 (9) มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ได้ประกาศให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียน และให้คณะกรรมการอิสลามประจำ จังหวัดพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องคัดค้าน มติของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้เป็นที่สุด การยื่นคำร้องคัดค้านและการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องคัดค้านตาม วรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กำหนด

มาตรา 37 อิหม่ามมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
(2) ปกครองดูแลและแนะนำเจ้าหน้าที่ของมัสยิดให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ ให้เรียบร้อย
(3) แนะนำให้สัปปุรุษประจำมัสยิดปฏิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติแห่ง ศาสนาอิสลามและกฎหมาย
(4) อำนวยความสะดวกแก่มุสลิมในการปฏิบัติศาสนกิจ
(5) สั่งสอนและอบรมหลักธรรมทางศาสนาอิสลามแก่บรรดาสัปปุรุษ ประจำมัสยิด

มาตรา 38 คอเต็บมีหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนา อิสลามในการแสดงธรรมแก่สัปปุรุษประจำมัสยิด

มาตรา 39 บิหลั่นมีหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนา อิสลามในการประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา

มาตรา 40 กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ครบกำหนดวาระตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง สำหรับกรรมการ อื่นตามมาตรา 30 (4) ในคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 32
(5) สัปปุรุษประจำมัสยิดตามมาตรา 30 วรรคสอง จำนวนเกิน กว่ากึ่งหนึ่งยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอให้พ้นจากตำแหน่ง และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสอบสวนและวินิจฉัยแล้วมีมติให้พ้นจาก ตำแหน่ง
(6) คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสอบสวนแล้วเห็นว่ามีความ ประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่มัสยิด หรือบกพร่องต่อหน้าที่ หรือ ดำเนินกิจการของมัสยิดไปในทางไม่สงบเรียบร้อย หรือขัดต่อหลักการของศาสนา อิสลาม หรือกระทำการอันอาจเสื่อมเสียประโยชน์ของมัสยิด และคณะกรรมการ อิสลามประจำจังหวัดวินิจฉัยแล้วมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่สอบสวนแล้วเห็นว่าพฤติการณ์แห่งความผิดที่ได้กระทำยัง ไม่ถึงขั้นให้พ้นจากตำแหน่ง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอาจวินิจฉัยให้ ภาคทัณฑ์ไว้ก่อนก็ได้

มาตรา 41 กรรมการอิสลามประจำมัสยิดซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 40 (4) (5) และ (6) มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการกลาง อิสลามแห่งประเทศไทยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง และให้ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องคัดค้าน มติของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทยให้เป็นที่สุด การยื่นคำร้องคัดค้าน และการวินิจฉัยคำร้องคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา 42 การประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ให้นำ มาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บทเฉพาะกาล
_______

มาตรา 43 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 9 ให้กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและกรรมการอิสลามประจำ จังหวัดซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่ง ต่อไปอีกสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 40

มาตรา 44 ให้มัสยิดซึ่งได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 เป็นมัสยิดตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 45 ให้ "อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย" ซึ่งจัดตั้งขึ้น ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488 เป็นอิสลามวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 46 บรรดากฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งที่ออก ตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการ ศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488 ให้ใช้บังคับโดยอนุโลมก่อนจนกว่า จะมีกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี

________________________________________________________________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราช บัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2491 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน สมควร ปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

      ภารกิจของพ่อแม่ในยุคปัจจุบันนี้ คงต้องยอมรับว่ามีภาระหนักกับการอบรมเลี้ยงดูลูกในสังคมปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้น การใช้วิธีการเลี้ยงดูเช่นเดียวกับที่ตนเคยเป็นลูกในอดีต ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากสภาพของสังคมบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก และมีความแตกต่างกับยุคสมัยที่ตนเองอยู่ในฐานะที่เป็นลูกโดยสิ้นเชิง
 

      ในขณะที่ทุกคนมีลูกที่ต้องอบรมเลี้ยงดู และย่อมเป็นความต้องการสูงสุดของผู้ที่เป็นพ่อแม่คือ ความสำเร็จในการอบรมเลี้ยงดูลูก เพื่อให้เป็นคนดี และเป็นคนที่มีความสามารถ อยู่ในศาสนาแบบยั่งยืน จริงอยู่ พ่อแม่หลายคนอาจประสบปัญหาอุปสรรคในภารกิจดังกล่าวบ้าง ก็ขอให้ฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้น เพื่อพบทางออกที่ดี และได้รับความรัก ความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า ก็ย่อมเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อันมีคุณค่ายิ่ง


       การให้ความรักอย่างเพียงพอ ถือเป็นเรื่องสำคัญในสังคมยุคนี้ พ่อแม่บางคนอาจมองเรื่องความรักเป็นเรื่องธรรมดา และตีความหมายเป็นอย่างอื่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวขาดแคลนความรัก หรือได้รับความรักน้อยเกินไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า “ความรักความสนใจที่จริงใจก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ” นอกจากนี้ อาจมีผลพลอยได้จากการหยิบยื่นความรักให้แก่ลูกอย่างถูกต้องและเหมาะสม กล่าวคือ

 

  • ลูกได้รับรู้และรู้สึกว่าตนเป็นที่รัก ย่อมอยากแสดงความดีให้พ่อแม่เห็น เป็นการตอบแทน
  • ให้ความรักอย่างสม่ำเสมอและปราศจากเงื่อนไขในทุกโอกาส


       ยิ่งกว่านั้น “วินัย” เป็นคำ ๆ เดียว ที่พ่อแม่จะต้องปลูกฝัง หรือซึมซับให้เกิดขึ้นในตัวลูกให้ได้ ครอบครัวไทยโดยองค์รวม มักให้ความสำคัญในเรื่องวินัย ไม่มากเท่าที่ควร สำหรับครอบครัวมุสลิม การฝึกวินัยเกี่ยวกับการปฏิบัติละหมาดฟัรดู ถือเป็นการฝึกวินัยขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพในการสร้างวินัยในตนเองอย่างยิ่ง ดังนั้น การฝึกวินัยให้ลูกด้วยความรักแห่งการปฏิบัติละหมาดจนเป็นนิสัย แน่นอน ลูกจะได้รับการพัฒนาวินัยของตนเองได้ และเมื่อนั้น ลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

 

  1. มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มองตนเองว่ามีคุณค่า และมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ
  2. รู้ว่าอะไรถูก-อะไรผิด สามารถจำแนก แยกแยะได้ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติละหมาดเป็นการป้องกันการกระทำในสิ่งอิสลามห้ามอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. มีทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ถูกภาวะกดดัน หรือมีข้อจำกัดในการหาทางออก


      ในทำนองเดียวกัน การที่พ่อแม่สามารถเปลี่ยนแปลงลูกไปสู่พฤติกรรมดังกล่าวได้ แน่นอน อาจช่วยส่งเสริมปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้โดย :

  • พ่อแม่มีความสม่ำเสมอในเรื่องของความอดทน และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเป็นอย่างดี
  • สื่อความหมายกับลูกให้ชัดเจน ปากกับใจต้องตรงกัน
  • ทำความเข้าใจพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของลูกว่ามีความหมายอย่างไร ทำไปเพื่ออะไร เพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
  • ให้ความมั่นใจ ใส่ใจพฤติกรรมที่ถูกต้อง มากกว่าการจับจ้องพฤติกรรมที่พ่อแม่ยังไม่พอใจ
  • ชมเชยสิ่งที่ดีของเขา
  • สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในบ้านให้สามารถเล่นรื้อค้นได้อย่างปลอดภัย กรณีมีลูกอยู่ในวัยกำลังเล่น กำลังซน
  • กำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้าใจง่าย บอกให้รู้ว่าอะไรที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ และอะไรที่ไม่ต้องการให้ทำ
  • สถานการณ์บางขณะในบ้าน เช่น พี่น้องทะเลาะกัน อาจนำไปสู่การเกิดอารมณ์รุนแรง พ่อแม่ต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม รู้จังหวะที่จะเข้าไปจัดการอย่างเหมาะสม


       ปัจจุบัน การมีเวลาให้กับครอบครัว ถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับพ่อแม่ในยุคนี้ พ่อแม่หลายคนมักไม่เห็นความสำคัญของเรื่องเวลา ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวมีความรุนแรงจนสุดจะแก้ไขเยียวยาได้ ดังนั้น พ่อแม่ควรมีเวลาเล่นกับลูก โดยเน้นความสนุกสนาน และสร้างสัมพันธ์ที่ดี มากกว่าการควบคุม สั่งสอน หรือเข้มงวดเรื่องการเรียน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว อาจเรียกว่า ยังขาดความเข้าใจในการสร้างสัมพันธ์กับลูกที่ดี


       การมีความสนใจและให้ความสำคัญต่อคู่สมรสของตนเอง ย่อมถือเป็นแบบอย่างหรือสื่อของการอบรมเลี้ยงดูลูกที่ดี กล่าวคือ พ่อแม่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก่อน เพราะความรัก ความนับถือซึ่งกันและกัน การยอมรับ และให้เกียรติระหว่างกันของพ่อแม่ จะก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจของทุกคนภายในครอบครัวอย่างมีความหมายยิ่ง


       สิ่งที่ครอบครัวจะปฏิเสธไม่ได้คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล หรือปัญหาของครอบครัวก็ตาม พ่อแม่ควรสอนทักษะในการแก้ปัญหาที่ถูกต้องให้แก่ลูกด้วย ในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตมาก่อน หรืออาจขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ใกล้ชิดหรือไว้วางใจ ให้เป็นผู้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้แก่ลูกก็ได้ ทั้งนี้ ควรมีแนวปฏิบัติ ดังนี้

  1. อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าวิธีการแก้ปัญหาที่เขาใช้ไปแล้วนั้น ไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง และแนะวิธีที่เหมาะสมกว่าเพื่อเขาจะได้นำไปใช้ ในคราวหน้า
  2. สำหรับเด็กเล็ก ๆ ให้แนะนำตรง ๆ ว่าถ้าพบปัญหานี้ควรทำอย่างไร
  3. สำหรับเด็กโตที่รู้จักคิดเองได้ พ่อแม่อาจตั้งคำถามให้เด็กคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วจึงเสนอวิธีการต่าง ๆ เพิ่มเติมให้พัฒนาความเคารพนับถือ หรือ “อิกรอม” ซึ่งกันและกัน พ่อแม่ควรทำตัวให้เป็นที่เคารพนับถือของลูก เช่น
  • แสดงกิริยาวาจาสุภาพกับลูก
  • รู้จักขอโทษเมื่อพ่อแม่เป็นฝ่ายผิด ไม่คิดว่าเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรี
  • สนใจกิจกรรมที่ลูกทำด้วยความจริงใจ
  • แสดงความซื่อสัตย์ รักษาสัญญาให้ลูกเห็น
  • แสดงความไว้วางใจรับฟังการตัดสินใจของลูก
  • ไม่แสดงความชื่นชม หรือเข้าข้างลูกคนใดเป็นพิเศษ หรือออกนอกหน้า


       อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จในการอบรมเลี้ยงดูลูกนั้น นอกจากจะต้องเสริมสร้างบทบาทแห่งตนดังกล่าวแล้ว จะต้องเป็น “นักฟัง” ที่ดีอีกด้วย กล่าวคือ มีความตั้งใจรับฟังลูกอย่างจริงจัง จริงใจ พ่อแม่ที่ "ได้ยิน" ลูก จะรับรู้และเข้าใจว่าลูกกำลังจะบอกอะไร และควรสนับสนุนให้แสดงความรู้สึกที่ดีและไม่ดีออกมา การให้คำแนะนำเชิงเสนอแนะ หรือใช้คำพูดสั้น ๆ ได้ใจความ ดีกว่าการอธิบายหรือเทศนายืดยาว ตลอดจนการเปิดโอกาสให้คิดด้วยตนเองก่อน แล้วจึงเสนอแนะวิธีการของพ่อแม่ภายหลัง ก็ถือว่า เป็นวิธีการกระตุ้นให้ลูกเป็นอิสระทีละน้อย เด็กเล็กควรมีเสรีภาพและรู้จักเลือกตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อย เมื่อโตขึ้นก็ค่อยขยายให้รู้เรื่องที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ รวมทั้งการตั้งความหวังให้อยู่ในโลกของความเป็นจริง ตามกำหนดสภาวการณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า ก็ถือเป็นการปูพื้นฐานหลักศรัทธาแห่งชีวิตอีกด้วย มีผู้กล่าวไว้ว่า :


"อย่าหวังว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดีตลอดเวลา

การเลี้ยงลูกมิใช่เป็นงานที่ง่ายเหมือนปลอกกล้วย
เป็นงานที่เต็มไปด้วยความระทมทุกข์และเจ็บปวดหัวใจ
แต่ก็เต็มไปด้วยความสุขอย่างท่วมท้น และคุ้มค่าได้เช่นกัน"



       ดังกล่าวนี้ อาจประมวลได้ว่า พ่อแม่ทุกคนล้วนมีความคาดหวังแห่งความสำเร็จของการอบรมเลี้ยงดูลูกของตนทั้งสิ้น แต่ความคาดหวังนั้น ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจจริง และความจริงใจ โดยมอบหมายความสำเร็จแห่งภารกิจอันหนึ่งอื้งนี้ ต่อพระผู้เป็นเจ้า เพื่อมุ่งหวังความรัก และความเมตตาสูงสุดอีกด้วย มิใช่หรือ ?

 


โดย ดร.วิศรุต  เลาะวิถี